ใบยางพารา ในสวนหลังโรงเรียน เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอีกครั้ง
พื้นดินที่เคยชุ่มฉ่ำก็กลับมาแห้งแล้งอีกหน
สายหมอกที่เคยทิ้งตัวลงบดบังสายตาในยามเช้าเริ่มจางลงทุกวัน
 
ฤดูหนาวกำลังจะผ่านไป.....
 
----------------------------
 
ครูบ้านดอยในตอนที่ 1 กับครูบ้านดอยในตอนที่ 43 นี้ เป็นยังเป็นคนเดียวกันนะครับ
 
               แต่อายุราชการต่างกันนับได้เกือบ 3 ปีแล้วล่ะครับ แม้ว่าจะเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งจาก "ครูผู้ช่วย" เป็น "ครู" แบบเต็มตัวไปไม่กี่เดือน แต่ในความรู้สึก และนับตามปีการศึกษา นี่คือปีที่ 3 แล้วล่ะครับ
 
               3 ฤดูหนาวที่ผ่านมานั้น ให้ประสบการณ์ดี ๆ กับครูหนุ่มหล่อคนนี้หลายอย่างเลยทีเดียวครับ ครูบรรจุใหม่ที่สนใจในสิ่งรอบข้าง แอบสังเกตนักเรียน แล้วก็แอบมาเล่า มาเมาท์ มานินทาให้ฟัง(อ่าน) กันใน Blog ปัจจุบันก็ยังมีนิสัยเช่นเดิม เพียงแต่ไม่ค่อยได้มาอัพบล็อกถี่ ๆ เหมือนเมื่อก่อนก็เท่านั้นเอง แหะ ๆ
 
                ช่วงนี้ผมกำลังทำอีกสิ่งที่รักอยู่ครับ นั่นคือการแต่งเพลงและร้องเพลง ซึ่งได้อัพลง youtube ไว้นับได้ถึงตอนนี้ก็ 21 เพลงแล้วครับ (รวมเพลงที่เอาของศิลปินคนอื่นมาร้องด้วยนะครับ)
                ข้อดีของ youtube ที่ต่างจากบล็อกนี้ก็คือ เวลามีคนเข้ามาดูคลิปเรา ระบบจะบันทึกไว้ครับ ทำให้รู้ความเคลื่อนไหว ได้ติดตาม ได้ลุ้นดูว่า วันนี้มีคนเข้ามาดูผลงานเราเท่าไหร่แล้ว ซึ่งในเวปบล็อกเนี่ย ผมจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีคนคอมเม้นเท่านั้น (ซึ่งหลัง ๆ ลดลงจนน่าตกใจTongue out)
 
                ตีความเอาว่า คนไม่ค่อยได้เข้ามาดูครับ ซึ่งในฐานะคนนำเสนอผลงาน ก็ต้องอยากให้มีคนมาติดตามทั้งนั้นแหละครับ ^^
                ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องเล่าของครูบ้านดอย ก็คงใกล้ที่จะอวสานแล้วล่ะครับ เพราะจากสิ่งใหม่ ๆ ที่เพิ่งได้พบได้เจอ มันก็เริ่มจะวนซ้ำเข้ามาทุกปีนั่นเองครับ
 
                "แต่ผมไม่ได้เบื่อนะครับ"
 
                เพียงแต่ผมคิดเอาเองว่าคนอ่านนั่นแหละครับ จะเบื่อเอาซะก่อน 
                แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมมีเรื่องใหม่ในใจแล้ว คราวนี้อยากเขียนเป็นเรื่องสั้นครับ หวังว่าจะติดตามกันนะครับ Cool 
 
-------------------------
 
                หลังจากผ่านฤดูแห่งการแข่งขันกีฬาไปได้พักหนึ่ง เหล่านักเรียน (รวมทั้งครู) ก็ได้กลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง จากที่ต้องแบ่งเวลาไปซ้อมกีฬา ก็ได้กลับมาเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งต้องรีบจัดเต็มกันแทบจะทุกชั้น โดยเฉพาะชั้น ป.6 ที่ต้องเตรียมตัวสอบ o-net ยังดีที่มีการเลื่อนสอบเพื่อเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมได้มีเวลาเรียนพอที่จะพร้อมสอบ เหล่านักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านดอย จึงพอมีเวลาได้หายใจหายคออีกสักพัก
 
                เช้านี้ ผมมาโรงเรียนตามปกติ มองไปที่สนามโรงเรียน เห็นเด็กอนุบาลกำลังเล่นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่เคยเป็นที่หมักปุ๋ยของครูวิรัตน์ เจ้าหนูพวกนั้นกลิ้งถังกันอย่างสนุกสนาน
 
เห้ย! มีเด็กนอนในถังด้วย สนุกกันใหญ่เลยนะ
 
ตามประสาครูโรคจิตที่ไม่ชอบเห็นเด็ก ๆ เล่นสนุก เอ้ย ครูรูปหล่อ ที่ใส่ใจความปลอดภัยของนักเรียน จึงบอกให้พี่ ๆ ชั้นป.6 ไปช่วยเก็บถังทั้ง 3 ใบมาไว้ที่โรงเพาะเห็ดก่อนที่ถังน้ำมันและนักเรียนอนุบาล จะได้รับอันตราย และเสียหายไปมากกว่านี้ (เหมือนถังจะมีรูโหว่แล้ว)
 
                 "ครูรู้รึยังครับว่าไฟไหม้โรงเห็ด" เด็กชายโจ ถามผม
 
                 "เห้ย !" ผมตกใจรีบหันไปดูที่โรงเพาะเห็ด
 
                 "มันไหม้นิดเดียวครับ ถึงหลังคา" เด็กชายโจรีบบอก
 
                 เฮ่ย...ถึงหลังคามันไม่นิดแล้วมั้งโจ ผมรีบจอดรถแล้วไปดูที่เกิดเหตุ  สภาพโรงเพาะเห็ดยังคงเหมือนเดิม แต่เมื่อเข้าไปดูด้านใน พบว่ามีร่องรอยการถูกเผา ไฟลามจากตู้เก็บอุปกรณ์ ผ่านผ้าใบกันแดดไปจนถึงหลังคาอย่างที่เด็กชายโจบอก กระเบื้องไหม้ หลุดลงมาสองแผ่น
 
                 เมื่อคืนตอนตี 1 ครูวิชัยกับพวกพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) มาช่วยกันดับไว้ได้ทัน หลังจากที่ชาวบ้านที่มากรีดยางโทรไปแจ้งว่ามีไฟไหม้โรงเพาะเห็ด (อยู่ข้างทางพอดี) ตอนแรกนั้นทางผู้ใหญ่สงสัยว่าต้องมีใครมากลั่นแกล้ง สร้างสถานการณ์ที่โรงเรียน
 
                 "เขาเผาเล่นครับ" เด็กคนหนึ่งบอก แต่ดูเหมือนจะยังไม่รู้ว่าเป็นใคร
 
นี่เด็กเผาหรือนี่ ..... แต่ถ้าเป็นเด็ก ก็ถือว่าโล่งใจในระดับหนึ่ง หมายความเด็กอาจจะไม่ได้ตั้งใจหรือทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
 
                ครูวรรณดีเดินมาสมทบ หลังจากที่ได้คุยกับผู้ปกครองที่เห็นเหตุการณ์ และเป็นคนโทรแจ้งไปทางพ่อหลวงให้มาช่วยกันดับเพลิงในครั้งนี้
 
                "เด็ก ป.1 บอกพี่ว่า เห็นไฟมันไหม้อยู่ตั้งแต่ตอนพักเที่ยงเมื่อวาน ก็เลยช่วยเอาทรายกลบ" ครูวรรณดีให้ข้อมูลเพิ่มเติม
 
                เอ่อ.......ที่เห็นอยู่นี่มัน "ขี้เลื่อย" นะครับวัยรุ่น
 
                เจตนาดีครับ กลบมันไว้ก็เหมือนจะดับ แต่มันกรุ่น ๆ ค่อย ๆ ไหม้เบา ๆ อยู่ข้างใน พอมันได้ทีก็เลยลุกลามขึ้นไหม้อาคารนั่นเองครับ ส่วนไฟที่นำมาจุด ก็มาจากเตาเผาขยะข้าง ๆ โรงเพาะเห็ดครับ เพราะมีไม้ที่น่าจะใช้เป็นไม้ต่อไฟเพราะตรงปลายมีถุงพลาสติกไหม้ ๆ ติดอยู่
 
                สืบกันไปสืบกันมา โดยถามนักเรียนน้อย ๆ ว่าเห็นใครมาเล่นแถวนี้บ้าง ก็เริ่มพอจะเดาได้แล้วล่ะครับ
 
 
 
                ครูวรรณดี เป็นคนพูดหน้าเสาธงเช้านี้ โดยบอกเล่าเหตุการณ์และได้เตือนเรื่องการเล่นไฟ จากนั้นครูวรรณดี ก็ขอให้คนที่เล่นไฟในครั้งนี้ออกมายอมรับผิดซะโดยดี ถึงขนาดขู่ว่าจะแจ้งตำรวจเลยทีเดียวครับ เป็นการวัดใจกันเลยว่าจะยอมรับหรือไม่
 
                 ครูวรรณดีให้โอกาสโดยการนับ 1 ถึง 10 เท่านั้น แล้วก็ค่อย ๆ พูดกดดันไปเรื่อย ๆ จนถึงนับ 8 ครูวิชัยก็เดินเข้าไปแถวแล้วถามว่าใครกันแน่ ที่เป็นคนเอาไฟไปจุด
 
                 อาจจะเป็นการจำนนต่อหลักฐาน หรือกลัวในคำขู่ "เด็กชายเจ" จึงยอมรับสารภาพ คือถ้าไม่สารภาพเอง เพื่อน ๆ ก็เริ่มชี้ต่อ ๆ กันมาจะถึงตัวแล้วล่ะครับ และก็เป็นอย่างที่คุณครูทั้งหลายเดาไว้จริง ๆ
 
 
 
                คุณผู้อ่านที่ติดตามมาในตอนก่อน ๆ คงพอจะทราบเรื่องราวของเด็กชายเจอยู่บ้าง หากเป็นนักเรียนคนอื่น ก็คงจะเป็นการว่ากล่าวตักเตือนกันตามปกติ แต่กับเด็กชายเจ ที่ก่อเรื่องมานับไม่ถ้วนนั้น ต้องมีการลงโทษที่จะให้เข็ดหลาบบ้าง ในเมื่อบอกดี ๆ ไม่เคยจะได้ผลเลย
 
                ผมเคยเรียกมานั่งคุยกันในห้องพักครูครั้งหนึ่งแล้วล่ะครับ สัญญาลูกผู้ชายกันไปแล้วด้วย ว่าเขาจะต้องทำตัวให้ดีขึ้น และอีกหลาย ๆ ครั้งที่ลงโทษต่าง ๆ นานา บอกเหตุผลในสิ่งที่ไม่ควรทำสารพัด แต่ไม่เคยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเลย เด็กชายเจ ยังคงเอาแต่เดินออกนอกห้อง พล่านไปทั่วโรงเรียน ซึ่งครั้นจะให้ครูประจำชั้นมาคอยจับตาและตามเด็กคนเดียว ที่ไม่ยอมเรียนหนังสือ ก็คงจะทำให้เด็กคนอื่น ๆ ไม่ได้เรียนเป็นแน่ 
 
บ่อยครั้งที่ผมนึกอยากจะจับมาเรียนรวมกับชั้น ป.6 ที่ผมสอนอยู่ แต่ก็เกรงใจครูประจำชั้นของเขา ก็ได้แต่ไล่กลับเข้าห้อง เวลาที่เจอกันข้างนอกเท่านั้น ส่วนการอบรมนั้นเรียกได้ว่า ผมน่าจะเป็นครูที่ดุเด็กชายเจบ่อย ๆ และกัดไม่ปล่อยมากที่สุดแล้วล่ะครับ (ที่ว่ากัดไม่ปล่อยคือ เวลาครูคนอื่นด่า เด็กชายเจก็มักจะทำหูทวนลม ตีมึนใส่ ถ้าเป็นครูมะนาวล่ะก็ ถึงตัวครับ ลากมาสวดเลยทีเดียว....ขี้บ่นเนอะ 555+)
 
 
                 แล้วยังไงล่ะครับทีนี้.....
                 "เฆี่ยนสักทีดีมั้ยครับครูวรรณดี" ผมถาม เพราะมองหน้ากันก็รู้แล้วล่ะครับ ว่้าไม่รู้จะหาวิธี หรือคำพูดไหนมาอบรมอีกแล้ว
                 "เอาเลยครูศุภวัจน์ ตีเลย" ครูวรรณดีเป็นคนเดียวในอำเภอดอยหลวงแล้วล่ะครับ ที่เรียกผมว่าครูศุภวัจน์ 555+
                 นั่นคงหมายความว่าผมจะเป็นคนตีนั่นแหละครับ ผมเดินไปหาไม้เรียวที่ห้อง ป.2 - ป.3 รู้สึกว่าครูจะเอาไว้เคาะโต๊ะให้นักเรียนเงียบมากกว่าจะเอามาตีเด็ก ส่วนห้องป.6 ไม่มีครับ เนื่องจากเด็กโต พูดกันรู้เรื่อง ก็ใช้วิธีการตัดคะแนนครับ (จริง ๆ แล้วที่โรงเรียนก็ไม่มีใครทำโทษนักเรียนด้วยการเฆี่ยนมานานแล้วล่ะครับ)
 
 
                เด็กชายเจเริ่มมีน้ำตา หลังจากที่ครูวรรณดีขู่ว่าจะพาไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญที่มีเชื่อเล่นสั้น ๆ ว่า "คุก" ที่โรงพักดอยหลวง ถึงเวลาเอาเข้าจริงก็เหมือนจะทำไม่ลงนะครับ
 
แต่คำว่า "ครู" มันบอกว่าหน้าที่คือการ "สั่งสอน" และต้อง "สอนคน" ไม่ใช่ "สอนหนังสือ"
 
 
ตอนนั้นไม่ได้มีความโกรธใด ๆ ทั้งสิ้นกับเด็กชายเจนะครับ มันคือความเสียใจ เสียใจล้วน ๆ เลย ที่นักเรียนคนหนึง ซึ่งแม้จะไม่อาจเรียกว่า "ลูกศิษย์" ได้เต็มปาก แต่ก็เป็นนักเรียนที่เราใส่ใจเขาเป็นพิเศษ
 
เคยให้เสื้อผ้า ให้สิ่งของ ให้ขนม  ให้ความเอ็นดูมาโดยตลอด
                 แม้กระทั่งตอนที่ไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ ครูประจำชั้น ป.2 ในตอนนั้น ไม่รับรองให้เดินทางไป (หมายความว่าไม่ให้ไปนั่นแหละครับ เพราะควบคุมยาก) ก็ผมนี่แหละครับ ที่อาสาจะพาไปให้ได้ แล้วที่ผ่านมาผลที่ได้มันเิกิดอะไรขึ้น
 
                 ยิ่งโต ก็ยิ่งให้ความเคารพครูน้อยลง (กับครูคนอื่นนะครับ ไม่กล้าหือกับผมครับ) พฤติกรรม ที่เรียกว่า "เด็กพิเศษ" ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นเด็กฉลาดด้วยซ้ำ น่าจะเกิดจากการสะสมมาตั้งแต่ชั้นเล็ก ๆ คือเกิดจากการขี้เกียจเรียนมากกว่า เมื่อรู้ว่าทำตัวแบบนี้แล้วจะได้ไม่ต้องเรียน ก็เลยทำแบบนี้มาเรื่อย ๆ เล่นนู่นเล่นนี่นอกชั้นเรียนจนสร้า้งความเสียหายมาหลายอย่าง มันควรจะถึงเวลาแล้วล่ะครับที่จะต้องลงโทษด้วยการเฆี่ยนบ้าง เพื่อให้เขารู้ว่า สิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำ
 
ไม่ได้เฆี่ยน เพราะโกรธที่เขาทำให้คนอื่นเดือดร้อน
ไม่ได้เฆี่ยน เพื่อลงโทษที่เขาไปเล่นไฟเผาโรงเพาะเห็ด เพราะรู้ดีว่า จริง ๆ แล้วเด็กชายเจก็คงไม่ไ่ด้ตั้งใจให้มันลุกลามใหญ่โตขนาดนั้น
 
มันเหมือนการเอาน้ำไปสาดใส่กองไฟมากกว่าครับ ก่อนที่มันจะลุกลามใหญ่โต และทำอะไรที่มันไม่ดีไปมากกว่านี้เขาควรจะรู้ว่าต้องอยู่ตรงไหนในสังคม และทำตัวอย่างไรให้สังคมยอมรับ
 
ครูต้องไม่มองว่า "แค่เด็กคนเดียว" เพราะไอ้เด็กคนเดียวในวันนี้ อาจจะกลายเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลกในวันข้างหน้าก็ได้
 
อย่างน้อยที่เห็นในวันนี้ อาคาร เกือบทั้งหลัง ก็เกือบจะไหม้เพราะเด็กคนนึงไม่ใช่หรือ?
 
 
                  8 ครั้ง คือจำนวนครั้งที่ครูวรรณดีนับให้ออกมายอมรับผิด  ผมจูงเด็กชายเจไปที่หน้าพระพุทธรูปประจำโรงเรียน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่ในขณะนั้นคิดว่า พระพุทธองค์ จะต้องเข้าใจเหตุผล และจะช่วยดลให้เด็กชายเจเป็นคนดีกับเขาได้บ้าง ผมบอกเหตุผล และสิ่งที่เขาทำผิด ทุกครั้งก่อนจะฟาดไม้เรียวออกไป เด็กชายเจร้องไห้เสียงสะท้านทุกครั้งที่ไม้ฟาดลงไปที่ก้น
 
                  เจ็บนะครับ
 
ผมเพิ่งเคยเฆี่ยนนักเรียนแบบเป็นจริงเป็นจังครั้งแรก (ไม่นับที่ใช้ไม้บรรทัดตีมือตอนเล็บนักเรียนไม่สะอาด 555+) นักเรียนน่ะเจ็บอยู่แล้วครับ แต่ที่เจ็บกว่าคือครูนี่แหละครับ เจ็บที่ "สอนคนด้วยคำคน" ไม่ได้ ต้องไปพึ่งไม้เรียวที่ไม่มีชีวิต
 
                แล้วผมก็นึกถึงครูอาจารย์ที่เคยสั่งสอนเรามา ครูที่เคยตีเรา ท่านจะรู้สึกเหมือนที่เรารู้สึกตอนนี้หรือเปล่า ? แล้วผมก็นึกถึงพ่อ
 
                ตอนที่พ่อตีผม พ่อคงจะเจ็บกว่านี้หลายเท่า เพราะขนาดผมตี "ลูกศิษย์" ยังเจ็บที่ใจได้ถึงเพียงนี้แล้วถ้าเป็น "ลูกในไส้" มันจะขนาดไหน
 
                "ไม้เรียว" คือไม้ที่มีปลายอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งถูกตีให้เจ็บกาย เพื่อให้หลาบจำ ส่วนอีกด้านหนึ่งมีอีกคนที่ถืออยู่ กำลังฟาดไม้เรียวเข้าไปที่หัวใจของตัวเอง...
 
 
ใครกันที่ให้ร้ายว่าไม้เรียว เป็นต้นเหตุของความรุนแรง
ใครคนนั้นเคยเข้ามาสัมผัสความเป็นครูแบบจริง ๆ จัง ๆ นานแค่ไหน
ใครคนนั้น ได้เฝ้ามองอนาคตของชาติ ที่เติบโตมาในโรงเรียนที่ปกครองโดยระบอบ "โอ๋เด็ก" บ้างหรือไม่
 
ผมไม่ได้บอกว่าไม้เรียวเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพียงแต่อยากจะบอกว่าผมเติบโตมาในระบอบไม้เรียว
และมั่นใจว่าตัวเองคือประชากรที่มีคุณภาพแห่งราชอาณาจักรไทยคนหนึ่ง
เท่านั้นเองครับ
 
 
---------------------
 
ใบยางพาราหลังโรงเรียนจะกลับมาเขียวชะอุ่มอีกครั้งในหน้าฝน
พื้นดินจะกลับมาชุ่มฉ่ำ เป็นที่พึ่งให้พืชพันธุ์น้อย ๆ อีกครั้ง
แต่ชีวิตของคน เมื่อผ่านไปแล้ว ร่วงโรยไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาเป็นอย่างเดิมได้อีก
 
 
 
ทุกวันนี้การใช้ไม้เรียว ย่อมไม่ใช่แนวทางของครูพันธุ์ใหม่อย่างพวกเรา ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้มีแผนการสอนและวิจัยในชั้นเรียนเป็นอาวุธในการสั่งสอนลูกศิษย์
 
 
 
แต่ขออนุญาตให้ผมได้ "ศรัทธาในไม้เรียว" ต่อไปเถอะนะครับ
 

edit @ 12 Jan 2012 20:52:42 by KruBandoi

อุณหภูมิที่ลดลง ทำให้ใจของใครบางคนหนาวตาม
 
......
 
สวัสดีมิตรรักนักอ่านทุกท่านครับ
หลังจากที่ปล่อยให้ครูบ้านดอยตอนที่ 41 ค้างเติ่งอยู่เป็นเวลานาน ครูบ้านดอยรูปหล่อ ขอกลับมารายงานตัวอีกครั้ง ที่ผ่านมาก็ไม่ไ่ด้หายไปไหนครับ ยังแวะเวียนมารออ่าน ว่าจะมีใครคอมเม้นทวงถามตอนต่อไปบ้าง ปรากฎว่ารออยู่เกือบเทอมครับ ไม่มีเลย 5555+
 
ต้องขออภัยเพื่อน ๆ ที่ติดตามอ่านนะครับ จากรายสัปดาห์เป็นรายปักษ์ จากรายปักษ์เป็นรายเดือน จากรายเดือนเป็นรายเทอม นี่ดีนะครับ ถ้าตอนนี้มาช้าอีกนิดจะเป็นรายปีละ อิอิ
 
...................
 
            เมื่อฝนหยดสุดท้าย  ในเช้ามืดวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนแตะลงถึงพื้นดิน เป็นเหมือนนกหวีดเป่าเป็นสัญญาณ ให้ความหนาวเข้ามาทำหน้าที่แทน
 
            ตอนเช้า ๆ นักเรียนจะแต่งตัวกันด้วยเสื้อผ้าหลายชิ้น เพื่อป้องกันอากาศหนาว เด็ก ๆ ยังไม่รู้จักแฟชั่น จึงสวมทุกสิ่งที่เรียกว่าเสื้อผ้าลงบนร่างกาย โดยไม่คำนึงถึงความเข้ากัน เป็นการมิกซ์ที่ไม่แมตช์ เช่นการสวมเสื้อนักเรียน กับกางเกงวอร์ม พอตอนสาย ๆ เริ่มร้อน เสื้อกันหนาวก็จะหายไป เผยให้เห็นเสื้อกีฬาด้านใน ที่ออกมาทักทายสายตาประชาชน ผ่านคอเสื้อ แขนเสื้อหรือแม้แต่ชายเสื้อด้านล่าง
 
            จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ธณากรณ์ (จบ ป.6 ไปแล้วก็ยังมีเรื่องให้พูดถึง 555+) มาเตะบอลที่โรงเรียนหลังจากที่กลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้ว ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นครับ อาบค่ำเกินไปมันจะหนาว) วันนั้นธณากรณ์มาเล่นบอลด้วยเสื้อเชิร์ตลายดอกสีชมพูจัด ๆ กางเกงวอร์มสีดำ
            รุ่งขึ้นพบว่า เสื้อเชิร์ตสีชมพูตัวนั้น อยู่ข้างในเสื้อนักเรียนอีกที แอบถามได้ความว่า กลับบ้านไปก็นอนชุดนั้นเลย ตื่นเช้าก็สวมเส้อนักเรียนทับ โอววว  - -" (บางคนใส่ชุดนักเรียนนอนเลยก็มี เพื่อประหัดเวลาในตอนเช้า)
 
................
 
              ช่วงการเตรียมการแข่งขันกีฬา เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเด็ก ๆ  คือเด็ก ๆ จะมีเวลาเล่นกีฬามากขึ้น และเป็นช่วงที่อุปกรณ์กีฬาก็จะพร้อมใช้มากที่สุด เนื่องจากต้องใช้ซ้อมสำหรับการแข่งขันกีฬา
              ปีนี้ กลุ่มโรงเรียนทั้ง 3 ตำบล รวมตัวกันจัดกีฬาอำเภอขึ้น เป็นการรวมกันครั้งแรก เรียกได้ว่างานใหญ่เลยทีเดียว  โรงเรียนบ้่านดอย รอดพ้นจากการเป็นเจ้าภาพ (ใช้คำว่ารอดพ้น คงพออธิบายความรู้สึกสำหรับผู้ที่จะได้เป็นเจ้าภาพไปในตัวด้วยนะครับ 55) สาเหตุคือ พื้นที่เดิมข้าง ๆ สนามกีฬา ถูกแปลสภาพให้เป็น "ไร่มันสำปะหลัง" ของเกษตรกรที่มาเช่าที่ปลูกครับ ส่วนนั้นเป็นที่จอดรถครับ อีกทั้งไม่สามารถจัดให้มี 7 ลู่วิ่งได้ (เต็มที่ได้ 6 ครับ)  นำมาซึ่งความ "ไม่สะดวก" ในการที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน รอดตัวไป เอ้ย น่าเสียดายจริง ๆ อิอิอิ
 
              นักเรียนชั้นป.6 ซึ่งเป็นชั้นที่โตที่สุด มักเป็นความหวังของโรงเรียน ปีนี้ นักเรียนชั้นป.6 ลดลงจากปีก่อนถึง 9 คน
 
บอกตามตรงว่าทีมฟุตบอลของผมมีปัญหาครับ ...
 
               ปัญหาที่ว่าไม่ไ่ด้เกิดจาก "จำนวน" เท่านั้นครับ แต่เกิดจาก "คุณภาพ" ด้วย
 
               ปีก่อน มีนักเรียนชาย 12 คน เล่นฟุตบอลเป็นทั้ง 12 คนครับ มีดีทั้งสรีระรูปร่าง และทักษะการเล่น แต่ปีนี้ เรียกว่าด้อยกว่าปีก่อนครับ แถมยังเป็น นักวอลเล่ย์บอล อันเนื่องมาจาก "จิตวิญญาณ" กันซะเป็นส่วนใหญ่ ปีนี้ คนที่เล่นฟุตบอลเก่งที่สุดของปีนี้ ยังเตะบอลไม่ค่อยจะเป็นเลยครับ
 
บอกตามตรงว่า "ท้อ" ครับ
 
                 ลงซ้อมวันแรก เด็ก ๆ รุ่นใหญ่ (ป.4 - 6) ค่อนข้างกระตือรือร้นในการฝึกซ้อม ผิดกับรุ่นเล็ก ที่ทำเหยาะ ๆ แหยะ ๆ จริง ๆ ก็ตามประสาเด็กแหละครับ แต่ต้องดุบ่้อย ๆ ให้ตั้งใจซ้อมครับ
                 หมดเวลา ผมเรียกทุกคนมารวมตัวกันก่อนจะแยกย้าย  มันต้องสร้า้งแรงจูงใจกันหน่อยครับ เล่นกันแบบนี้สู้ทีมอื่นไม่ไ่ด้แน่นอน อย่างน้อยต้องได้ฮึดกันบ้าง
 
                 "ทั้งทีมเนี่ย....คิดว่าใครเก่งที่สุดครับ" ผมถามว่าที่นักฟุตบอลตัวแทนโรงเรียนทั้งหลาย
                 "นายอ๊อฟครับ" เด็กชายเฟรมเป็นคนตอบ
                 "อ่ะ อ๊อฟลุกขึ้นมา" ผมให้เด็กชายอ๊อฟลุกขึ้น แล้วส่งบอลให้เบา ๆ ให้เขาแปบอลคืนมา แล้วก็เพิ่มความเร็มขึ้น ในที่สุดเด็กชายอ๊อฟก็จับบอลพลาด แ้ล้วก็ส่งมาไม่ตรง
                 "นี่เก่งสุดแล้วเหรอครับเนี่ย....แค่นี้ยังไม่ไหวเลย"
 
                 อึ้งกันไปหมด ตอนนั้นคิดว่า นี่คือความจริง ที่ต้องให้นักเรียนรับรู้และยอมรับ ว่าพื้นฐานฟุตบอลของนักเรียนมันน้อยมากในตอนนี้ หากหวังจะเทียบกับโรงเรียนอื่น (เคยเห็นฟอร์มตอนคัดตัวแข่งกีฬาเขตเมื่อเทอมที่แล้วครับ) ผมบอกทุกคนว่า ถ้าเรามีความพยายามมากกว่านี้ เราก็พอจะสู้ได้ ถ้ายังไม่ตั้งใจซ้อม ทำเหมือนเล่น ๆ แบบนี้ ก็ซ้อมกันเองไปเถอะ
 
                เลิกแถวแล้วทุกคนก็เดินจากไป เพื่อเข้าแถวที่หน้าเสาธง ผมทรุดนั่งลงบนหญ้าเขียว ๆ มองดูนักฟุตบอลตัวน้อย ๆ ของโรงเรียนบ้านดอย รู้สึกคิดถึงเด็กปั้นเมื่อปีที่แ้ล้ว แม้จะไม่เคยได้สัมผัสคำว่าแชมป์ แต่ความสามารถของเด็ก ๆ และทีมเวิร์คเมื่อปีที่แล้ว ก็เป็นที่ยอมรับของผู้ที่ได้เห็นเด็ก ๆ ของผมลงสนาม ช่างต่างกับ 11 คนของทีมนี้ราวฟ้ากับเหว
 
                เห้ออออ......  มันรู้สึกว่า ไม่อยากซ้อมแล้ว มันเหมือนกับว่า เราจะซ้อมไปเพื่ออะไร มันไม่เห็นทางจริง ๆ เคยไปแพ้เขา 8 - 0 คราวที่แล้ว ยังไม่เข็ดอีกเหรอ
 
               เพื่ออะไร   เพื่ออะไร  เพื่ออะไร
 
               นั่นสิ  เพื่ออะไร?
 
                จุดประสงค์ของการแข่งขันกีฬากลุ่มโรงเรียน ที่เราเป็นคนเขียนโครงการเมื่อปีที่แล้ว แวบขึ้นมาในความคิด  เพื่อเสริมสร้า้งร่างกายให้แข็งแรง  เพื่อความสามัคคี เพื่อเชื่อมความสำพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายฯ และเพื่อให้นักเรียนเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
 
                จังหวะนี้ เริ่มอายตัวเอง ที่แอบหวังชัยชนะมากเกินไป จนลืม "จุดประสงค์ที่แท้จริงของคำว่า "กีฬา" ในปัจจุบัน
 
                บางทีสถานการณ์นี้ อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ครับ ถ้ามันสู้ ไม่ไ่ด้จริง ๆ ก็ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักคำว่า "พ่ายแพ้" ไปเลย การแข่งขันกีฬาไม่ใช่เรื่องเดียวในชีวิตที่เขาจะต้องเจอ จะต้องมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องพบกับความผิดหวัง เป็นการสร้า้งภูมิคุ้มกันไปในตัว มันเรื่องอะไร ที่จะต้องปลูกฝังให้เด็ก ๆ มีนิสัย "แพ้ไม่เป็น" ใช่ไหมล่ะครับ  หากพ่ายแพ้ก็ยอมรับ รู้จักยินดีกับผู้ชนะ แล้วเราจะเป็น "ผู้ชนะ" ที่แท้จริง
 
                แต่หากทีมนี้เกิดชนะขึ้นมา มันจะ "โคตรภูมิใจ" ขนาดไหนครับ อิอิ
 
............................
 
               วันต่อมา ผมกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดมาแบ่งทีมเล่นกับเด็ก ๆ หลังเลิกเรียนอีกครั้ง ยิ่งลงเล่นเป็นทีม ยิ่งเห็นถึงความสะเปะสะปะ ก็ได้แต่เล่นไปสอนไปให้วิ่งทางนั้นทางนี้ 
 
              จบเกม ผมปั่นจักรยานกลับบ้าน เด็กชายคอม ตะโกนจากท้ายเบาะมอเตอร์ไซค์ของคุณแม่ที่มารับ "ครูครับ วันนี้สนุกมากเลยครับ"
 
ผมยิ้มให้แทนคำพูดใด ๆ แต่ในใจผมตอบไปว่า
 
.................   "วันนี้ ครูก็สนุกครับ" ......................     
 
 
 
 
 
 
 
ปล. ขอไว้อาลัยให้แก่ลุงนพ นายมานพ   ก้างยาง ช่างไม้ 3 (นักการภารโรง) ที่เสียชีวิตด้วยโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ขอให้วิญญาณของลุงไปสู่สุคติภพ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของลุงนพด้วยครับ    
 
 
ครูมะนาวมาแล้ว ๆ ๆ ๆ
 
เสียงตึงตังบนอาคารไม้ตามมาจากห้อง ป.4 หลังจากสิ้นเสียงใครสักคนที่ทำตัวเป็นเหมือนต้นทาง
ต่อให้คนไม่เคยเป็นครูมาก่อนก็ต้องรู้ว่าเด็ก ๆ พวกนี้ต้องกำลังทำอะไรสักอย่างที่จะให้คนเป็นครูล่วงรู้มิได้เป็นอันขาด (ก็เคยเป็นเด็กซนมาก่อนหนิ)
 
ครูบ้านดอยรูปหล่อถอนหายใจให้กับการกระทำอันไม่แนบเนียนนี้ พร้อมกับนึกขำที่เจ้าหนูน้อยวิ่งออกมาออหน้าประตูกันสลอน พร้อมทั้งยกมือไหว้งาม ๆ เพื่อดึงความสนใจ ครูหนุ่มพยักหน้าเป็นการรับไหว้ แหม...นอกจากจะพยายามดึงความสนใจแล้ว ยังพยายามดึงตัวให้สูงเพื่อบังเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ด้านหลังให้เก็บกวาดสิ่งของที่กระจัดกระจายบนพื้นห้อง
 
ชะ!..... เจ้าเด็กพวกนี้แอบเปิดห้องเก็บอุปกรร์กีฬาเอานวมมวยมาเล่นอีกแล้ว !!!
 
ทันทีที่เห็นเฮดการ์ดและนวมมวยกองอยู่ที่พื้น เลือดนักสู้ในตัวครูหนุ่มเกิดพุ่งพล่าน สะบัดปลายเท้าเข้าที่กกหูของเจ้าหนู ผู้ที่คิดว่าการออกมายืนบังหน้าประตูนั้นเป็นการกระทำอันชาญฉลาดที่จะปกปิดความชั่วร้ายได้ ก่อนที่เจ้าหนูเคราะห์ร้าย จะล้มลงไปกองกับพื้น ขอเชิญท่านผู้อ่านกลับเข้าสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง ....
 
"แค่เดินเหยียบเงา มันยังจะไปฟ้องผู้ปกครองมันเลยคร้าบบบบบบบ"
 
ด้วยคุณภาพของการศึกษาสมัยนี้ อนุญาตให้ผมกระทำได้เพียงดุเบา ๆ แล้วบอกให้เอาไปเก็บให้เข้าที่เข้าทางเท่านั้นครับ เฮ้อ....
 
 
หลังจากอบรมกันเพียงเล็กน้อย ครูบ้านดอยก็เดินมุ่งหน้าสู่ชั้นเรียนของตนในยามบ่าย
ด้วยความที่รีบร้อนจะเข้าห้องไปสอน
 
พลั่ก ! ..... อูย .... ป้ายหน้าห้องเรียนครับ
 
แหะ ๆ สายมันยาวครับ
 
              เรื่องของเรื่องคือปีนี้เด็กอนุบาลเข้าใหม่เยอะมาก ทำให้ครูกระฐิน(ผมสะกดถูกแล้วนะครับ) ซึ่งแต่เดิม โรงเรียนจ้างมาสอนชั้น ป.5 ต้องไปช่วยดูแลชั้นอนุบาล ระหว่างที่กำลังรอครูคนใหม่ (โรงเรียนจะได้ครูเพิ่มครับ เย่ ๆ ๆ ) ผมก็อาสารับชั้นป.5 ที่อยู่ข้าง ๆ ห้องป.6 มาดูแลพลาง ๆ ก่อน พร้อมทั้งกระแดะ (ขอใช้คำนี้ด่าตัวเอง 555+) เอาป้ายหน้าห้องชั้นป.5 มาติดเล่นไปพลาง ๆ ด้วย อยากลองสักครั้งในชีวิต อิอิ
 
             สรุปว่าตอนนี้ผมก็เป็นทั้งครูประจำชั้น ป.5 และ ป.6 ครับ เพราะคุณครูคนใหม่ ยังไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ครับ
การเรียนการสอนเน้นของชั้น ป.6 มากกว่า แต่โดยรวมแล้วต้องบูรณาการให้นักเรียนเรียนร่วมกันให้ได้ครับ เพราะไม่อย่างงั้น จะงงทั้งครูและนักเรียนครับ เพราะพอสอนป.5เสร็จ อีกครึ่งกระดานก็ต้องแบ่งมาสอน ป.6 สู้เอามาสอนรวมกันไปเลยจะดีกว่า
 
...................
 
             สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน ซึ่งก็ใกล้วันที่จะต้องไหว้ครูแล้วครับ บ่ายนี้จึงขอเวลาสักหน่อย เพื่อมาโหวตตัวแทนถือพานกันครับ ผมเริ่มที่ชั้น ป.6 ....
             ตัวแทนถือพานคนก่อน ๆ เป็นตัวเลือกที่ผมขอให้เว้น ๆ ไว้ คนอะไร ถือพานมันได้ทุกปี 555+ ให้โอกาสคนอื่นกันบ้างครับ ชั้นป.6 ปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้วเยอะเลยครับ ผู้ชายมี 8 คน (ซึ่งส่วนใญ่้เป็นนักวอลเล่ย์บอล ...เอ่อ...ผมบอกแบบนี้  เข้าใจกันนะครับ) ผู้หญิง 5 คน
 
การเลือกของ ป.6 ค่อนข้างเอกฉันท์เพราะเหมือนจะช่วยกันล็อก ๆ ไว้อยู่แล้ว แต่แบบนั้นมันกลัวจะง่ายไปมั้งครับ เมื่อฝ่ายแดง เอ้ย ฝ่ายชาย รัตนชัย ไม่อยากถือพาน !!!
 
คือหลังจากที่ผมสรุปว่า "ปีนี้รัตนชัย ถือพานคู่กับปาริชาตินะครับ" มันก็ส่ายหัว "ผมไม่ถือ ๆ ๆ" แล้วก้มหน้าก้มตาไม่ฟังเสียงประชาชน เอ้ย! เสียงคนส่วนใหญ่
 
ขึ้นเลยครับ ของขึ้นอีกแล้วบ่ายนี้
 
             "การเป็นตัวแทนถือพานไหว้ครู มันไม่ดีตรงไหน?" ยิงคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบออกไป ซึ่งก็ได้คำตอบเป็นการเงียบและทำเป็นก้มหน้าก้มตาทำงานกลับมา
 
            เพื่อน ๆ ต่างพากันกดดัน ... คือสถานการณ์แบบนี้มีอยู่ 2 อย่าง
1. ไม่อยากทำจริง ๆ
2. อยากทำ แต่แอ๊บ!! แอ๊บเป็นไม่อยาก ประมาณว่า "แกเอาเถอะ ฉันไม่เอาหรอก ไม่เห็นจะอยากทำเลย"
 
คือผมว่าข้อ 2 อ่ะ.....
 
              เด็กไทยส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ครับ ไม่กล้าแสดงออก หรือจริง ๆ อาจจะกล้า แต่พวกที่กล้าแสดงออกมักได้ผลตอบรับคือความ "หมั่นไส้" ของเพื่อน ๆ ซึ่งพอเอาเข้าจริง ๆ พวกทำเป็นลีลาอยากทำแต่แกล้งทำเป็นไม่อยากนี่แหละ มันน่าถีบมากกว่านัก
 
             "คือการเป็นตัวแทนถือพานไหว้ครูเนี่ย คือได้เป็นตัวแทนขึ้นไปกราบครูบนเวที เป็นตัวแทนของเพื่อนทั้งชั้น ซึ่งควรจะน่าภูมิใจ หรือเธอไม่เคารพครู ไม่อยากไปกราบครู" ...  มึงลองตอบว่า "ครับ" ดูสิ ครูจะยอมไปออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้เลย
 
             "ถือก็ได้ครับ" รัตนชัยตอบกลับมา
 
เอ้อ! ก็แค่นี้แหละ ทำฟอร์มอยู่ได้ ฝ่ายหญิงเค้าโอเคตั้งนานแล้ว
 
เป็นอันว่า ป.6 เรียบร้อยไปแล้วครับ
...................
 
ย้ายข้ามฟากห้องมาหา ป.5 บ้าง ป.5 ปีนี้มี 16 คนครับ ชาย 9 หญิง 7
ป.5เหมือนจะแอบเตี๊ยม ๆ กันไว้แล้ว ก่อนหน้านั้นนิมิตร หรือนายคอม จาก "คอม มึน เจ" ออกตัวแรงด้วยการเสนอชื่อ ปวีณา สาวสวยประจำห้อง ซึ่งได้รับเสียงแซว "แอ่น แลน แล้" กลับไปตามระเบียบ
(แอ่น แลน แล้ เป็นการทำเสียงแซวแบบภาษาเหนือ น่าจะคล้ายกับ ฮัน แน แน่ หรือ ฮั่นแน่ ของภาษากลาง)
 
พอเอาเข้าจริง เสียงเดียวที่เพื่อน ๆ เสนอมาคือ ..... "ดาวไทย  ใจทอง"
 
 
               ดาวไทย  ใจทอง เป็นชื่อจริงของ ซะพ่อ หรือ เสาร์พ่อ หรือ เสาร์(เฉย ๆ) ภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหนองด่าน ข้างบ้าน ธณากรณ์ !!! .... โอ้ว...ท่านผู้อ่านที่ติดตามกันมานาน เริ่มเห็นอะไรที่น่าสนใจในตัวดาวไทยรึยังครับ 55555
 
              ดาวไทยไม่ใช่พระเอกลิเกหรือนักร้องลูกทุ่ง แม้ว่าชื่อจะออกไปในแนวนั้น แต่บทบาทในห้องของเขาจะออกทางตัวฮา เป็นเด็กซื่อ ๆ แต่จริงใจ ยิ้มง่ายและหน้าตาเป็นมิตร ดาวไทยเป็นนักเรียนชั้นป.4 คนเดียว ที่ติดทีมฟุตบอล 11 คนของโรงเรียนบ้านดอย เมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางนักเรียนชั้นป.6 และ ป.5 อีก 2 คน ไม่ใช่เพราะเขาฝีเท้าดี แต่เขาขยันฝึกซ้อมครับ
 
              ชื่อเล่นของเขาคือเสาร์พ่อ หลายครั้งที่ผมพยายามถามจนได้คำตอบที่ชัดเจนว่าทำไม เพื่อน ๆ เรียกเขาว่า "ซะพ่อ" ผมคิดว่า มันต้องเป็นภาษากระเหรี่ยงแน่ ๆ ซึ่งก็จริงครับ ดาวไทยอธิบายว่า "ซะ แปลว่า เสาร์" ส่วนพ่อ ก็คือพ่อนี่แหละครับ หะ!.... นี่นายชื่อเล่นว่า "เสาร์พ่อ" จริง ๆ เหรอ - -"
พอถามย้ำอีกที ชื่อของเขาจริง ๆ ต้องออกเสียงว่า "เซาเผาะ" แปลว่า "ดำดอก" ซึ่งมาจากผิวดำนั่นเองครับ
 
 
            ดาวไทยยิ้มรับ เมื่อเพื่อน ๆ เลือกเขาให้เป็นคนถือพานไหว้ครู
 
           "ดาวไทย พร้อมมั้ย" ผมถาม
           "ครับ !!" คำตอบสั้น ๆ ของดาวไทย เพียงพอให้ผมชำเลืองไปทางรัตนชัยได้อย่างสะใจลึก ๆ  5555+
 
แล้วผู้หญิงล่ะครับ ???
 
            ดูจากแคนดิเดตแรก (ฮั่นแน่! ใช้ศัพท์ทันสมัย) คือ ธิดารัตน์ หรือ สาลี่ คนที่จับสลากได้นั่งข้าง ๆ ดาวไทย เป็นคนที่เพื่อน ๆ พยายามจะจับคู่ให้่มากที่สุด (ต้องมีกระแสมาก่อนหน้านี้แน่ ๆ ครับ) อีกสองคนคือปวีณาและนวพร
 
            จากการหยั่งโพลสำรวจดูแล้ว คนที่ได้แน่ ๆ น่าจะเป็นสาลี่ ว้า.....แบบนี้ก็ไม่สนุกสิครับ ถ้าเกิดผมจะเพิ่มอะไรให้เด็ก ๆ ได้สนุกขึ้นอีกสักหน่อย คงไม่ว่ากันนะครับ อิอิ
 
            "เดี๋ยว ๆ ๆ อย่าเพิ่งโหวต" ผมยกมือห้ามปรามเสียงเชียร์ "สาลี่ ๆ ๆ " ของเด็ก ๆ
            "ให้ดาวไทยเลือกเอง" ทุกสายตาจับจ้องไปที่ดาวไทย ในจังหวะสะดุ้งกับประโยคของผมที่พุ่งออกไป
 
            "เฮ่ย..." ดาวไทยทำท่าอ้ำอึ้ง ทำท่าคิดไม่นาน "ผมเลือกไม่ได้จริง ๆ ครับ"  แหม่....พ่อหล่อเลือกได้
 
            งั้นครูเขียนเลขให้ละกันนะ แล้วผมก็เขียนหมายเลข 1 2 3 ไว้หลังชื่อของเด็กหญิงทั้ง 3 บนกระดาน
 
ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้ทำเพื่อส่งเสริมเรื่องรักในวัยเรียนให้เด็ก ๆ นะครับ (แม้ส่วนตัวจะเห็นว่ารักในวัยนี้ของเด็ก ๆ เป็นช่วงน่ารักระยะสุดท้ายแล้วก็ตาม) เพียงแต่อยากสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดจากกรณีของรัตนชัยเท่านั้นเองครับ
 
            ดาวไทยยังยิ้มเขิน ๆ และไม่กล้าฟันธงว่าจะเลือกใคร ทท่ามกลางเสียงเชียร์ของเพื่อน ๆ
 
 
           "เอางี้ .. เธอเขียนใส่กระดาษให้ครูก็ได้ เพื่อน ๆ จะได้ไม่รู้ว่าเธอเลือกใคร"
 
           "............."
 
           อย่าเพิ่งด่าผมว่าคิดมุกนี้ได้ไงนะครับ ดาวไทยโอเคแล้วถือสมุดวิ่งออกจากห้องไป
 
           เอ้า!  เอากะมันครับ
 
ดาวไทยวิ่งกลับมาพร้อมตัวเลขที่เขียนไว้ในสมุดเรียบร้อย ผมยื่นมือขวาไปให้ดาวไทยจับ
 
           "สัญญาลูกผู้ชาย ครูจะไม่บอกใคร ว่าเธอเลือกใคร" ผมให้คำมั่นสัญญากับดาวไทย เด็กน้อยมีสีหน้าผ่อนคลาย และคงโล่งใจกับตนเองที่ตัดสินใจได้สำเร็จ  ผมเดินไปที่กระดาน
 
           "ครูสัญญากับดาวไทยแล้วว่าจะไม่บอกใคร ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ"
 
นักเรียนหลายคนทำเสียงผิดหวัง
 
           "ส่วนคนที่ถือพานผู้หญิงของป.5 คือสาลี่นะครับ"
 
            ..........................
            เฮกันห้องแทบแตก
            ..........................
 
ดาวไทยโวยวายใส่ผมแบบกึ่งเหวอ กึ่งเขิน
 
            "ครูครับ ไหนว่าจะไม่บอกใครไงครับ"
 
            "อ้าว ครูไม่ได้บอกว่าเธอเลือกใคร ครูบอกว่าใครจะต้องถือพานเฉย ๆ" ผมตอบหน้าเปื้อนยิ้ม มันอดขำไม่ได้กับความซื่อของดาวไทย
 
            "โอ่ยยย โหลง กล จนด้ายยยย" ดาวไทยจำนนต่อสถานการณ์ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาก็ต้องการอยู่แล้วนี่ครับ
 
            สาลี่ ก้มหน้าลงกับโต๊ะ และเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับหูแดง ๆ ด้วยความเขิน ^^
 
.........................................
 
สองคู่ที่จะถือพานของป.5 และ ป.6 มีความเหมือนอยู่หลายอย่าง คือเป็นคู่ที่ได้จับสลากนั่งติดกัน เป็นคู่ที่มาจากการเลือกของเพื่อน ๆ อย่างเป็นเอกฉันท์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันนั้น คือความจริงใจ ที่จะแสดงความต้องการของตัวเองออกมาอย่างเปิดเผย ชนะใจทั้งเพื่อน ๆ และชนะใจของครูประจำชั้นด้วย
 
จะมีสักกี่ครั้ง ที่โอกาสจะเข้าหาเรา  และจะมีสักกี่ครั้ง ที่โอกาสนั้น ยังพร้อมจะให้เราเลือกได้อีกขั้น
 
 
 
 
ถ้าเพิ่มวัยให้กับเด็ก ๆ เหล่านี้อีกสักหน่อย นี่จะเป็นฉากบอกรักที่น่าประทับใจของผมฉากหนึ่งเลยล่ะครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
ไหว้ครูวันพฤหัสนี้ อย่าลืมให้กำลังใจดาวไทยและธิดารัตน์ด้วยนะครับ ^^
 


edit @ 8 Jun 2011 22:09:15 by Manow

edit @ 8 Jun 2011 23:50:24 by Manow

edit @ 12 Jul 2011 00:46:41 by KruBandoi