ครูบ้านดอย 43 (ตอน ใจกับกายที่ปลายไม้เรียว)
posted on 11 Jan 2012 21:27 by nowopen in KruBandoiใบยางพารา ในสวนหลังโรงเรียน เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอีกครั้ง
พื้นดินที่เคยชุ่มฉ่ำก็กลับมาแห้งแล้งอีกหน
สายหมอกที่เคยทิ้งตัวลงบดบังสายตาในยามเช้าเริ่มจางลงทุกวัน
ฤดูหนาวกำลังจะผ่านไป.....
----------------------------
ครูบ้านดอยในตอนที่ 1 กับครูบ้านดอยในตอนที่ 43 นี้ เป็นยังเป็นคนเดียวกันนะครับ
แต่อายุราชการต่างกันนับได้เกือบ 3 ปีแล้วล่ะครับ แม้ว่าจะเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งจาก "ครูผู้ช่วย" เป็น "ครู" แบบเต็มตัวไปไม่กี่เดือน แต่ในความรู้สึก และนับตามปีการศึกษา นี่คือปีที่ 3 แล้วล่ะครับ
3 ฤดูหนาวที่ผ่านมานั้น ให้ประสบการณ์ดี ๆ กับครูหนุ่มหล่อคนนี้หลายอย่างเลยทีเดียวครับ ครูบรรจุใหม่ที่สนใจในสิ่งรอบข้าง แอบสังเกตนักเรียน แล้วก็แอบมาเล่า มาเมาท์ มานินทาให้ฟัง(อ่าน) กันใน Blog ปัจจุบันก็ยังมีนิสัยเช่นเดิม เพียงแต่ไม่ค่อยได้มาอัพบล็อกถี่ ๆ เหมือนเมื่อก่อนก็เท่านั้นเอง แหะ ๆ
ช่วงนี้ผมกำลังทำอีกสิ่งที่รักอยู่ครับ นั่นคือการแต่งเพลงและร้องเพลง ซึ่งได้อัพลง youtube ไว้นับได้ถึงตอนนี้ก็ 21 เพลงแล้วครับ (รวมเพลงที่เอาของศิลปินคนอื่นมาร้องด้วยนะครับ)
ข้อดีของ youtube ที่ต่างจากบล็อกนี้ก็คือ เวลามีคนเข้ามาดูคลิปเรา ระบบจะบันทึกไว้ครับ ทำให้รู้ความเคลื่อนไหว ได้ติดตาม ได้ลุ้นดูว่า วันนี้มีคนเข้ามาดูผลงานเราเท่าไหร่แล้ว ซึ่งในเวปบล็อกเนี่ย ผมจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีคนคอมเม้นเท่านั้น (ซึ่งหลัง ๆ ลดลงจนน่าตกใจ
)
) ตีความเอาว่า คนไม่ค่อยได้เข้ามาดูครับ ซึ่งในฐานะคนนำเสนอผลงาน ก็ต้องอยากให้มีคนมาติดตามทั้งนั้นแหละครับ ^^
ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องเล่าของครูบ้านดอย ก็คงใกล้ที่จะอวสานแล้วล่ะครับ เพราะจากสิ่งใหม่ ๆ ที่เพิ่งได้พบได้เจอ มันก็เริ่มจะวนซ้ำเข้ามาทุกปีนั่นเองครับ
"แต่ผมไม่ได้เบื่อนะครับ"
เพียงแต่ผมคิดเอาเองว่าคนอ่านนั่นแหละครับ จะเบื่อเอาซะก่อน
แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมมีเรื่องใหม่ในใจแล้ว คราวนี้อยากเขียนเป็นเรื่องสั้นครับ หวังว่าจะติดตามกันนะครับ
-------------------------
หลังจากผ่านฤดูแห่งการแข่งขันกีฬาไปได้พักหนึ่ง เหล่านักเรียน (รวมทั้งครู) ก็ได้กลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง จากที่ต้องแบ่งเวลาไปซ้อมกีฬา ก็ได้กลับมาเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งต้องรีบจัดเต็มกันแทบจะทุกชั้น โดยเฉพาะชั้น ป.6 ที่ต้องเตรียมตัวสอบ o-net ยังดีที่มีการเลื่อนสอบเพื่อเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมได้มีเวลาเรียนพอที่จะพร้อมสอบ เหล่านักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านดอย จึงพอมีเวลาได้หายใจหายคออีกสักพัก
เช้านี้ ผมมาโรงเรียนตามปกติ มองไปที่สนามโรงเรียน เห็นเด็กอนุบาลกำลังเล่นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่เคยเป็นที่หมักปุ๋ยของครูวิรัตน์ เจ้าหนูพวกนั้นกลิ้งถังกันอย่างสนุกสนาน
เห้ย! มีเด็กนอนในถังด้วย สนุกกันใหญ่เลยนะ
ตามประสาครูโรคจิตที่ไม่ชอบเห็นเด็ก ๆ เล่นสนุก เอ้ย ครูรูปหล่อ ที่ใส่ใจความปลอดภัยของนักเรียน จึงบอกให้พี่ ๆ ชั้นป.6 ไปช่วยเก็บถังทั้ง 3 ใบมาไว้ที่โรงเพาะเห็ดก่อนที่ถังน้ำมันและนักเรียนอนุบาล จะได้รับอันตราย และเสียหายไปมากกว่านี้ (เหมือนถังจะมีรูโหว่แล้ว)
"ครูรู้รึยังครับว่าไฟไหม้โรงเห็ด" เด็กชายโจ ถามผม
"เห้ย !" ผมตกใจรีบหันไปดูที่โรงเพาะเห็ด
"มันไหม้นิดเดียวครับ ถึงหลังคา" เด็กชายโจรีบบอก
เฮ่ย...ถึงหลังคามันไม่นิดแล้วมั้งโจ ผมรีบจอดรถแล้วไปดูที่เกิดเหตุ สภาพโรงเพาะเห็ดยังคงเหมือนเดิม แต่เมื่อเข้าไปดูด้านใน พบว่ามีร่องรอยการถูกเผา ไฟลามจากตู้เก็บอุปกรณ์ ผ่านผ้าใบกันแดดไปจนถึงหลังคาอย่างที่เด็กชายโจบอก กระเบื้องไหม้ หลุดลงมาสองแผ่น
เมื่อคืนตอนตี 1 ครูวิชัยกับพวกพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) มาช่วยกันดับไว้ได้ทัน หลังจากที่ชาวบ้านที่มากรีดยางโทรไปแจ้งว่ามีไฟไหม้โรงเพาะเห็ด (อยู่ข้างทางพอดี) ตอนแรกนั้นทางผู้ใหญ่สงสัยว่าต้องมีใครมากลั่นแกล้ง สร้างสถานการณ์ที่โรงเรียน
"เขาเผาเล่นครับ" เด็กคนหนึ่งบอก แต่ดูเหมือนจะยังไม่รู้ว่าเป็นใคร
นี่เด็กเผาหรือนี่ ..... แต่ถ้าเป็นเด็ก ก็ถือว่าโล่งใจในระดับหนึ่ง หมายความเด็กอาจจะไม่ได้ตั้งใจหรือทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ครูวรรณดีเดินมาสมทบ หลังจากที่ได้คุยกับผู้ปกครองที่เห็นเหตุการณ์ และเป็นคนโทรแจ้งไปทางพ่อหลวงให้มาช่วยกันดับเพลิงในครั้งนี้
"เด็ก ป.1 บอกพี่ว่า เห็นไฟมันไหม้อยู่ตั้งแต่ตอนพักเที่ยงเมื่อวาน ก็เลยช่วยเอาทรายกลบ" ครูวรรณดีให้ข้อมูลเพิ่มเติม
เอ่อ.......ที่เห็นอยู่นี่มัน "ขี้เลื่อย" นะครับวัยรุ่น
เจตนาดีครับ กลบมันไว้ก็เหมือนจะดับ แต่มันกรุ่น ๆ ค่อย ๆ ไหม้เบา ๆ อยู่ข้างใน พอมันได้ทีก็เลยลุกลามขึ้นไหม้อาคารนั่นเองครับ ส่วนไฟที่นำมาจุด ก็มาจากเตาเผาขยะข้าง ๆ โรงเพาะเห็ดครับ เพราะมีไม้ที่น่าจะใช้เป็นไม้ต่อไฟเพราะตรงปลายมีถุงพลาสติกไหม้ ๆ ติดอยู่
สืบกันไปสืบกันมา โดยถามนักเรียนน้อย ๆ ว่าเห็นใครมาเล่นแถวนี้บ้าง ก็เริ่มพอจะเดาได้แล้วล่ะครับ
ครูวรรณดี เป็นคนพูดหน้าเสาธงเช้านี้ โดยบอกเล่าเหตุการณ์และได้เตือนเรื่องการเล่นไฟ จากนั้นครูวรรณดี ก็ขอให้คนที่เล่นไฟในครั้งนี้ออกมายอมรับผิดซะโดยดี ถึงขนาดขู่ว่าจะแจ้งตำรวจเลยทีเดียวครับ เป็นการวัดใจกันเลยว่าจะยอมรับหรือไม่
ครูวรรณดีให้โอกาสโดยการนับ 1 ถึง 10 เท่านั้น แล้วก็ค่อย ๆ พูดกดดันไปเรื่อย ๆ จนถึงนับ 8 ครูวิชัยก็เดินเข้าไปแถวแล้วถามว่าใครกันแน่ ที่เป็นคนเอาไฟไปจุด
อาจจะเป็นการจำนนต่อหลักฐาน หรือกลัวในคำขู่ "เด็กชายเจ" จึงยอมรับสารภาพ คือถ้าไม่สารภาพเอง เพื่อน ๆ ก็เริ่มชี้ต่อ ๆ กันมาจะถึงตัวแล้วล่ะครับ และก็เป็นอย่างที่คุณครูทั้งหลายเดาไว้จริง ๆ
คุณผู้อ่านที่ติดตามมาในตอนก่อน ๆ คงพอจะทราบเรื่องราวของเด็กชายเจอยู่บ้าง หากเป็นนักเรียนคนอื่น ก็คงจะเป็นการว่ากล่าวตักเตือนกันตามปกติ แต่กับเด็กชายเจ ที่ก่อเรื่องมานับไม่ถ้วนนั้น ต้องมีการลงโทษที่จะให้เข็ดหลาบบ้าง ในเมื่อบอกดี ๆ ไม่เคยจะได้ผลเลย
ผมเคยเรียกมานั่งคุยกันในห้องพักครูครั้งหนึ่งแล้วล่ะครับ สัญญาลูกผู้ชายกันไปแล้วด้วย ว่าเขาจะต้องทำตัวให้ดีขึ้น และอีกหลาย ๆ ครั้งที่ลงโทษต่าง ๆ นานา บอกเหตุผลในสิ่งที่ไม่ควรทำสารพัด แต่ไม่เคยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเลย เด็กชายเจ ยังคงเอาแต่เดินออกนอกห้อง พล่านไปทั่วโรงเรียน ซึ่งครั้นจะให้ครูประจำชั้นมาคอยจับตาและตามเด็กคนเดียว ที่ไม่ยอมเรียนหนังสือ ก็คงจะทำให้เด็กคนอื่น ๆ ไม่ได้เรียนเป็นแน่
บ่อยครั้งที่ผมนึกอยากจะจับมาเรียนรวมกับชั้น ป.6 ที่ผมสอนอยู่ แต่ก็เกรงใจครูประจำชั้นของเขา ก็ได้แต่ไล่กลับเข้าห้อง เวลาที่เจอกันข้างนอกเท่านั้น ส่วนการอบรมนั้นเรียกได้ว่า ผมน่าจะเป็นครูที่ดุเด็กชายเจบ่อย ๆ และกัดไม่ปล่อยมากที่สุดแล้วล่ะครับ (ที่ว่ากัดไม่ปล่อยคือ เวลาครูคนอื่นด่า เด็กชายเจก็มักจะทำหูทวนลม ตีมึนใส่ ถ้าเป็นครูมะนาวล่ะก็ ถึงตัวครับ ลากมาสวดเลยทีเดียว....ขี้บ่นเนอะ 555+)
แล้วยังไงล่ะครับทีนี้.....
"เฆี่ยนสักทีดีมั้ยครับครูวรรณดี" ผมถาม เพราะมองหน้ากันก็รู้แล้วล่ะครับ ว่้าไม่รู้จะหาวิธี หรือคำพูดไหนมาอบรมอีกแล้ว
"เอาเลยครูศุภวัจน์ ตีเลย" ครูวรรณดีเป็นคนเดียวในอำเภอดอยหลวงแล้วล่ะครับ ที่เรียกผมว่าครูศุภวัจน์ 555+
นั่นคงหมายความว่าผมจะเป็นคนตีนั่นแหละครับ ผมเดินไปหาไม้เรียวที่ห้อง ป.2 - ป.3 รู้สึกว่าครูจะเอาไว้เคาะโต๊ะให้นักเรียนเงียบมากกว่าจะเอามาตีเด็ก ส่วนห้องป.6 ไม่มีครับ เนื่องจากเด็กโต พูดกันรู้เรื่อง ก็ใช้วิธีการตัดคะแนนครับ (จริง ๆ แล้วที่โรงเรียนก็ไม่มีใครทำโทษนักเรียนด้วยการเฆี่ยนมานานแล้วล่ะครับ)
เด็กชายเจเริ่มมีน้ำตา หลังจากที่ครูวรรณดีขู่ว่าจะพาไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญที่มีเชื่อเล่นสั้น ๆ ว่า "คุก" ที่โรงพักดอยหลวง ถึงเวลาเอาเข้าจริงก็เหมือนจะทำไม่ลงนะครับ
แต่คำว่า "ครู" มันบอกว่าหน้าที่คือการ "สั่งสอน" และต้อง "สอนคน" ไม่ใช่ "สอนหนังสือ"
ตอนนั้นไม่ได้มีความโกรธใด ๆ ทั้งสิ้นกับเด็กชายเจนะครับ มันคือความเสียใจ เสียใจล้วน ๆ เลย ที่นักเรียนคนหนึง ซึ่งแม้จะไม่อาจเรียกว่า "ลูกศิษย์" ได้เต็มปาก แต่ก็เป็นนักเรียนที่เราใส่ใจเขาเป็นพิเศษ
เคยให้เสื้อผ้า ให้สิ่งของ ให้ขนม ให้ความเอ็นดูมาโดยตลอด
แม้กระทั่งตอนที่ไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ ครูประจำชั้น ป.2 ในตอนนั้น ไม่รับรองให้เดินทางไป (หมายความว่าไม่ให้ไปนั่นแหละครับ เพราะควบคุมยาก) ก็ผมนี่แหละครับ ที่อาสาจะพาไปให้ได้ แล้วที่ผ่านมาผลที่ได้มันเิกิดอะไรขึ้น
ยิ่งโต ก็ยิ่งให้ความเคารพครูน้อยลง (กับครูคนอื่นนะครับ ไม่กล้าหือกับผมครับ) พฤติกรรม ที่เรียกว่า "เด็กพิเศษ" ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นเด็กฉลาดด้วยซ้ำ น่าจะเกิดจากการสะสมมาตั้งแต่ชั้นเล็ก ๆ คือเกิดจากการขี้เกียจเรียนมากกว่า เมื่อรู้ว่าทำตัวแบบนี้แล้วจะได้ไม่ต้องเรียน ก็เลยทำแบบนี้มาเรื่อย ๆ เล่นนู่นเล่นนี่นอกชั้นเรียนจนสร้า้งความเสียหายมาหลายอย่าง มันควรจะถึงเวลาแล้วล่ะครับที่จะต้องลงโทษด้วยการเฆี่ยนบ้าง เพื่อให้เขารู้ว่า สิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำ
ไม่ได้เฆี่ยน เพราะโกรธที่เขาทำให้คนอื่นเดือดร้อน
ไม่ได้เฆี่ยน เพื่อลงโทษที่เขาไปเล่นไฟเผาโรงเพาะเห็ด เพราะรู้ดีว่า จริง ๆ แล้วเด็กชายเจก็คงไม่ไ่ด้ตั้งใจให้มันลุกลามใหญ่โตขนาดนั้น
มันเหมือนการเอาน้ำไปสาดใส่กองไฟมากกว่าครับ ก่อนที่มันจะลุกลามใหญ่โต และทำอะไรที่มันไม่ดีไปมากกว่านี้เขาควรจะรู้ว่าต้องอยู่ตรงไหนในสังคม และทำตัวอย่างไรให้สังคมยอมรับ
ครูต้องไม่มองว่า "แค่เด็กคนเดียว" เพราะไอ้เด็กคนเดียวในวันนี้ อาจจะกลายเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลกในวันข้างหน้าก็ได้
อย่างน้อยที่เห็นในวันนี้ อาคาร เกือบทั้งหลัง ก็เกือบจะไหม้เพราะเด็กคนนึงไม่ใช่หรือ?
8 ครั้ง คือจำนวนครั้งที่ครูวรรณดีนับให้ออกมายอมรับผิด ผมจูงเด็กชายเจไปที่หน้าพระพุทธรูปประจำโรงเรียน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่ในขณะนั้นคิดว่า พระพุทธองค์ จะต้องเข้าใจเหตุผล และจะช่วยดลให้เด็กชายเจเป็นคนดีกับเขาได้บ้าง ผมบอกเหตุผล และสิ่งที่เขาทำผิด ทุกครั้งก่อนจะฟาดไม้เรียวออกไป เด็กชายเจร้องไห้เสียงสะท้านทุกครั้งที่ไม้ฟาดลงไปที่ก้น
เจ็บนะครับ
ผมเพิ่งเคยเฆี่ยนนักเรียนแบบเป็นจริงเป็นจังครั้งแรก (ไม่นับที่ใช้ไม้บรรทัดตีมือตอนเล็บนักเรียนไม่สะอาด 555+) นักเรียนน่ะเจ็บอยู่แล้วครับ แต่ที่เจ็บกว่าคือครูนี่แหละครับ เจ็บที่ "สอนคนด้วยคำคน" ไม่ได้ ต้องไปพึ่งไม้เรียวที่ไม่มีชีวิต
แล้วผมก็นึกถึงครูอาจารย์ที่เคยสั่งสอนเรามา ครูที่เคยตีเรา ท่านจะรู้สึกเหมือนที่เรารู้สึกตอนนี้หรือเปล่า ? แล้วผมก็นึกถึงพ่อ
ตอนที่พ่อตีผม พ่อคงจะเจ็บกว่านี้หลายเท่า เพราะขนาดผมตี "ลูกศิษย์" ยังเจ็บที่ใจได้ถึงเพียงนี้แล้วถ้าเป็น "ลูกในไส้" มันจะขนาดไหน
"ไม้เรียว" คือไม้ที่มีปลายอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งถูกตีให้เจ็บกาย เพื่อให้หลาบจำ ส่วนอีกด้านหนึ่งมีอีกคนที่ถืออยู่ กำลังฟาดไม้เรียวเข้าไปที่หัวใจของตัวเอง...
ใครกันที่ให้ร้ายว่าไม้เรียว เป็นต้นเหตุของความรุนแรง
ใครคนนั้นเคยเข้ามาสัมผัสความเป็นครูแบบจริง ๆ จัง ๆ นานแค่ไหน
ใครคนนั้น ได้เฝ้ามองอนาคตของชาติ ที่เติบโตมาในโรงเรียนที่ปกครองโดยระบอบ "โอ๋เด็ก" บ้างหรือไม่
ผมไม่ได้บอกว่าไม้เรียวเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพียงแต่อยากจะบอกว่าผมเติบโตมาในระบอบไม้เรียว
และมั่นใจว่าตัวเองคือประชากรที่มีคุณภาพแห่งราชอาณาจักรไทยคนหนึ่ง
เท่านั้นเองครับ
---------------------
ใบยางพาราหลังโรงเรียนจะกลับมาเขียวชะอุ่มอีกครั้งในหน้าฝน
พื้นดินจะกลับมาชุ่มฉ่ำ เป็นที่พึ่งให้พืชพันธุ์น้อย ๆ อีกครั้ง
แต่ชีวิตของคน เมื่อผ่านไปแล้ว ร่วงโรยไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาเป็นอย่างเดิมได้อีก
ทุกวันนี้การใช้ไม้เรียว ย่อมไม่ใช่แนวทางของครูพันธุ์ใหม่อย่างพวกเรา ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้มีแผนการสอนและวิจัยในชั้นเรียนเป็นอาวุธในการสั่งสอนลูกศิษย์
แต่ขออนุญาตให้ผมได้ "ศรัทธาในไม้เรียว" ต่อไปเถอะนะครับ
edit @ 12 Jan 2012 20:52:42 by KruBandoi