ครูบ้านดอย 18 (ตอน หยาดเหงื่อบนผืนนา)
posted on 15 Nov 2009 22:49 by nowopenอากาศหนาวเหน็บช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนหายไปแล้ว โดยที่ยังไม่ทันจะได้ใส่เสื้อกันหนาวครบทุกตัวเลยหมอกยามเช้ายังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่แสงแดดก็รีบมากวาดต้อนหมอกเหล่านั้นให้หายไปในเวลาสายต้นข้าวสีทองโน้มรวงลงเพราะน้ำหนักของเมล็ดข้าวที่เรียงกันอยู่ตรงปลายยอด เป็นสัญญาณบอกว่า ถึงเวลาให้ชาวนามาเก็บเกี่ยวไปเข้ายุ้งฉาง บรรทุกเดินทางเข้าโรงสี ให้พวกเราได้อิ่มหมีกันต่อไป
ชาวบ้านดอยส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ที่นามักอยู่ตามที่ลุ่ม ออกจากหมู่บ้านไปสักเล็กน้อย ครอบครัวลุงเสาร์เงิน(เจ้าของบ้านผู้มีอุปการคุณให้ผมพักอยู่) มีนาอยู่หลายที่ เริ่มเกี่ยวกันมาเกือบจะทั้งสัปดาห์ ผมถามไถ่ลุงเสาร์เงินว่าตอนนี้ เก็บเกี่ยวไปถึงไหนแล้ว ลุงเสาร์เงินก็บอกว่าช่วงนี้ไปเกี่ยวข้าวของคนอื่นอยู่ จะเกี่ยวของตัวเองวันเสาร์อาทิตย์นี้ ซึ่งลุงเสาร์เงินก็ชวนไปเกี่ยวข้าวด้วยกัน ผมตอบตกลงอย่างลังเล "ว่างครับ...ไปครับ..."
บอกตามตรงว่าผมก็กลัวเหนื่อยนะครับ ที่นาที่เคยให้เค้าเช่าทำ เค้าก็ขอลดค่าเช่าลงทุกปี ซึ่งก็มักจะอ้างว่ามันลำบาก ใคร ๆ เขาก็ว่ากันทั้งนั้นว่าอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่ลำบาก แดดก็ร้อน ต้องก้มเกี่ยวข้าว ปวดหลังอีก แล้วทำงานมาทั้งอาทิตย์ก็อยากพักบ้าง ก็คิดอยู่นานครับ ว่าจะไปดีรึเปล่า แต่นึกถึงบุญคุณที่เค้าให้พักอยู่อาศัยที่บ้านเค้าฟรี ๆ ข้าวก็ยังไปขอเค้ากิน นี่เป็นโอกาสที่จะได้ตอบแทนบุญคุณแล้วนี่นา ซึ่งถ้าดูจริง ๆ มันแทบจะเอามาเทียบกันไม่ได้เลย อีกอย่างจะได้ไปเรียนรู้ความลำบากสักหน่อย ว่ามันจะอย่างที่เค้าว่ากันรึเปล่า
เอาเว้ย!!
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไปเกี่ยวข้าวก็ต้องหาชุดกันหน่อยครับ วันศุกร์ผมก็เลยไปที่ตลาดนัดคลองถม ไม่รู้เป็นสาขาที่เท่าไหร่นะครับ 555 แต่เข้าใจว่ากำลังเปิดแข่งกับเซเว่นอยู่ เพราะมีอยู่ทั่วไทยเลย ถ้าจะเปรียบก็คงเปรียบได้กับสยามแสควร์แห่งบ้านดอยครับ เป็นแหล่งรวมวัยรุ่น มีเสื้อผ้า เครื่องประดับขาย และที่พิเศษกว่าสยามสแควร์ของจริงก็คือ มีผักสด กะปิ น้ำปลา ปลาหมึกแห้ง หมูสด เดินกันได้ทั้งครอบครัว ที่จอดรถก็เยอะด้วยนะครับ
ผมได้หมวกมา 1 ใบ กับถุงมือ 1 คู่ เป็นถุงมือเกี่ยวข้าวคู่ละ 5 บาท ที่เคยซื้อมาใส่เล่นตอนเด็ก ๆ เป็นถุงมือผู้รักษาประตูเวลาเตะบอลกับน้องชาย เสื้อแขนยาวเป็นเสื้อรด.ของผมเอง เอามาใส่ตอนไปช่วยสร้างโรงอาหารที่โรงเรียนยังเก็บไว้อยู่ที่บ้านพักครับ
ระหว่างที่เดินซื้อของก็เจอครูตู่ครับ ครูตู่เป็นครูสาวที่มากไปด้วยความสามารถ ครูตู่เป็นครูในหมู่บ้านซึ่งเคยรับจ้างดูแลนักเรียนชั้นอนุบาลช่วงที่ยังหาครูอัตราจ้างไม่ได้ ปัจจุบันรับทำอาหารให้นักเรียนได้ค่าจ้างวันละ 130 แต่ทำงานเหมือนได้วันละ 1300 เพราะนอกจากจะทำอาหารแล้ว ยังช่วยดูแลนักเรียนชั้นอนุบาล และช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาผมไปอบรม 3 วัน ครูตู่ก็เข้าสอนแทน แล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่นักเรียนฝึกซ้อมกีฬา ก็ได้ครูตู่ช่วยฝึกซ้อมวอลเล่ย์บอล กีฬาประจำชาติของครูตู่ให้อีก คุ้มงานคุ้มเงินมากครับ
ครูตู่เอามือตบอกทำท่าประหลาดใจ เมื่อรู้ว่าผมจะไปเกี่ยวข้าว แล้วครูตู่ก็อวยพรมาซะดิบดี
"สงสัยแดดจะร้อนนะพรุ่งนี้" นั่น....
...............................
ผมกลับมาที่บ้านแล้วก็รีบไปบอกลุงเสาร์เงินว่าพรุ่งนี้จะไปเกี่ยวข้าวด้วย ลุงเสาร์เงินหัวเราะปนแปลกใจ ไม่คิดว่าผมจะไปจริง ๆ แล้วก็ถามว่าผมเกี่ยวข้าวเป็นเหรอ? อ่ะ...ไม่เป็นก็ต้องลองสิครับ
ผมได้พกหนึ่งวันก่อนไปเกี่ยวข้าวครับ เพราะว่าที่บ้านนี้จะไปวันอาทิตย์ครับ แต่ป้าก็ไปเกี่ยวข้าวของคนอื่นก่อน ภาษาเหนือเรียกว่า "เอามื้อ" คือไปช่วยเกี่ยวข้าวของคนอื่นก่อน พอเกี่ยวข้าวตัวเอง เค้าก็จะมาช่วยเราเกี่ยวครับ ไม่ต้องจ้าง แต่เป็นการเอาแรงมาแลกกัน
คืนวันเสาร์กะว่าจะรีบนอนเอาแรง แต่ก็นอนไม่หลับครับ ปาเข้าไปเกือบตี 2 เพราะเจ้าสาธิตตัวเดียวเลยครับ มันคงจะกินแมลงตัวใหญ่เข้าไป ก็เลยจับแมลงเคาะกับผนังเสียงดัง โป้ก ๆ ให้แมลงตายก่อนจะกลืนลงท้อง แต่ผมไม่เห็นตัวมันหนิครับ จินตนาการเลยไปซะไกล ก็ทั้งแขวนพระ สวดมนต์ แล้วก็ต้องเปิดไฟเปิดทีวีนอน (แท้ ๆ เลย)
ตอนเช้าจึงตื่นมาอย่างสะโหลสะเหล กลัวไปสายครับ ตื่นเช้ากว่าจะไปสอนอีก ทั้ง ๆ ที่ก็เริ่มงาน 8 โมงเหมือนกัน ก่อนจะออกจากบ้าน ลุงเสาร์เงินถามว่าผมมีเคียวมั้ย???
ผมจะมีเคียวมาไว้เกี่ยวอะไรล่ะครับลุง!!!
...........
ได้เวลาแล้วเอ้า สู้โว้ยยยย
ใช่ครับ...มันต้องมีบิ๊วกันบ้าง ผมขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปครับ เพราะป้าบอกว่า ถ้าไม่ไหวจะได้กลับก่อน (นั่นไง..) ไกลเหมือนกันครับ ที่นาของลุงเสาร์เงิน ห่างจากตัวอำเภอ 9 กม. (บ้านดอยห่างจากอำเภอ 3 กม.)
เอ่อ....ตัดหญ้าหน่อยก็ดีนะครับ
ที่นาอยู่ถัดไป 2 หมู่บ้านครับ อยู่ในเขตหมู่บ้านกระเรี่ยงหนองป่าก่อ คืออำเภอดอยหลวงมีอยู่ 4 หมู่บ้านครับ บ้านดอย หนองด่าน ห้วยสัก และหนองป่าก่อ ทั้ง 4 มีอาณาเขตติดต่อกันครับ
ผมจอดรถแล้วมองดูสองข้างทางครับ ต้นข้าวด้นซ้ายล้มลงเพราะแรงลม เรียกว่า "ข้าวต้าว" ต้าวเป็นภาษาเหนือแปลว่า ล้ม ครับ ข้าวแบบนี้เคยได้ยินว่าเกี่ยวยากครับแล้วต้องก้มต่ำกว่าปกติด้วย โอย...แค่เห็นก็ปวดหลัง
"ของเราอยู่ฝั่งโน้น" ป้าบอกพร้อมกับชี้ไปอีกฝากถนน ค่อยยังชั่วครับ ต้นข้าวสูงโน้มรวงลงสวยงาม ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย
แต่แดดนี่แหม... กันเอง ลดให้กันบ้างเหอะ นี่ขนาดเช้า ๆ นะครับเนี่ย
ลุงเสาร์เงินลงมือคนแรกเลยครับ ผมจะฝากกล้องถ่ายรูปไว้ในรถก็เลยลงไปขอกุญแจครับ ชักภาพให้ 1 รูป ที่จริงปิดหน้าปิดตาหมดนะครับ แต่ลุงเสาร์เงินกลัวไม่เห็นความหล่อครับ ถอดผ้าคลุมหน้าออกให้เลย
ป้าพัน พี่จำนง ลุงน้อย เป็นคนที่มาช่วยเกี่ยวข้าว เพราะป้าไปเอามื้อไว้ก่อน รวมผม และลูกสาวลุงเสาร์เงิน ก็มีทีมงานทั้งหมดอยู่ 7 คนครับ ป้าพันมองหน้าผม แล้วก็คุยกับพี่จำนงเป็นภาษากระเหรี่ยง สักพักพีจำนงก็หัวเราะแล้วก็แปลให้ฟังว่า "ป้าพันไม่รู้จักครูมะนาว" ป้าพันทำหน้าแปลกใจ "จบปริญญาเป็นครูแล้วยังได้มาเกี่ยวข้าวอีกเหรอครู.." หึหึ...ก็มันจำเป้นนะป้า ลุงน้อยก็ถามว่าเกี่ยวข้าวเป็นเหรอ ผมก็บอกลุงน้อยว่า ก็จะเกี่ยวเป็นวันนี้แหละครับ 555+ แล้วก็เดินลงไปยังต้นข้าวเบื้องหน้า พร้อมกับเคียวเกี่ยวข้าวอันใหม่ ที่ลุงเสาร์เงินซื้อมาให้ยืม
ระหว่างนั้นมีคนที่มาเกี่ยวข้าวฝั่งตรงข้ามถนนเดินผ่าน ลุงน้อยทักทายไปตามอัธยาศัย ถามไถ่ว่าค่าจ้างเกี่ยวข้าวตอนนี้เท่าไหร่ คำตอบที่ได้คือวันละ 130 บ้าง 160 บ้าง แล้วแต่จะตกลงกัน ถ้าคนขาดก็ต้องเพิ่มค่าจ้างให้ครับ นึกถึงสมัยที่เรียนอยู่ มีนิสิตหลายคนรับจ้างสอนพิเศษ ชั่วโมงละ 200-300 นี่แหละครับคือคุณค่าของการศึกษาและคุณค่าของปริญญาบัตรที่ตีออกมาเป็นค่าเงิน
แต่คุณค่าของคน ... จะเอาค่าของเงินมาวัดกันไม่ได้ครับ
............................
การเกี่ยวข้าวไม่ยากอย่างที่คิดครับ แล้วก็ไม่ต้องก้มลงไปต่ำ เพราะว่าไม่จำเป็นต้องเผื่อก้านยาว ๆ ไว้ใช้ไม้หนีบนวดข้าวแล้ว เพราะใช้เครื่องโม่ข้าว ดีเลยครับ จะได้ไม่ต้องก้มให้ปวดหลัง บรรยากาศก็ครื้นเครง เกี่ยวไปคุยกันไปสนุกสนาน ถึงสิบโมงก็พัก แล้วก็ลงไปต่อจนถึงเที่ยง
พักเที่ยงกินข้าวร่วมกันที่ห้างนา ห้างนาเป็นที่พักผ่อนของชาวนา เป็นแคร่ที่มีหลังคา เรานั่งกินข้าวด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย ป้าทำต้มไก่แบบกระเหรี่ยง มีเครื่องเคียงเป็นผักนึ่ง มีน้ำอ้อย ของป้าพันและหน่อไม้ดองของลุงน้อย หลังอาหารก็มีมะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ มากินกับน้ำปลาหวาน ที่มีส่วนผสมง่ายคือ พริก กะปิ น้ำปลา ลุงน้อยใช้เคียวผ่าแบ่งครึ่งฝักมะขามเอาเมล็ดออกแล้วตักน้ำปลาหวานใส่ปาก สักพักก็หลิ่วตาด้วยความเปรี้ยว แล้วก็ต่อฝักที่สองและสามไปอีก และมีหรือที่ผมจะพลาด (อิอิ)
พี่จำนงเอาเชือกไนล่อนเส้นเล็ก ๆ มาสานเป็นยอระหว่างพัก ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มาก ๆ เลย 555+ พี่จำนงชอบไปตั้งยอหาปลา ได้ปลาตัวเล็ก ๆ ก็เอามาทอดให้ลูก ๆ กิน ป้าพันก็ตั้งยอทิ้งไว้ บอกว่าเกี่ยวข้าวเสร็จจะกลับไปยกดู
บ่ายโมงแดดแรงกว่าเดิม พวกเราลุยงานกันต่อ ท่ามกลางแสงแดดใจร้าย ที่ไม่เคยเห็นใจชาวนา จนถึงเวลา 4 โมงเย็น ที่นาผืนใหญ่ก็เรียบร้อย ผมเดินกลับมาที่ถนนที่จอดรถไว้ หยิบกล้องถ่ายรูป ถ่ายย้อนกลับไปด้วยความภูมิใจ ภูมิใจที่ได้เกี่ยวจนเสร็จ ไม่หนีกลับบ้านก่อน (555) ภูมิใจที่ในยุ้งข้าวของลุงเสาร์เงินจะมีเมล็ดข้าวฝีมือการเกี่ยวของผมรวมอยู่ แล้วถ้าลุงเสาร์เงินขายข้าว เมล็ดข้าวที่เกี่ยวจากมือของผม ก็จะไปอยู่ในท้องของใครอีกหลาย ๆ คน นี่คือความภูมิใจของชาวนาทุกคนรึเปล่าน้า?
ปัจจุบันมีรถเกี่ยวข้าว ทั้งเกี่ยว ทั้งนวด ออกมาเป็นเม็ดข้าวเลย แต่วิถีชีวิตและความเคยชินแบบเดิม ๆ ก็ยังคงอยู่ครับ อย่างที่นานี้ ครึ่งนึงที่เห็นก็ใช้รถเกี่ยวครับ แต่เมื่อยังมีแรงงานของคนในครอบครัว และแรงงานที่ไปเอามื้อมาก่อน ก็ไม่เห็นจะต้องพึงพาเทคโนโลยีให้มันเพิ่มต้นทุนเลยครับ แถมความสัมพันธ์ก็จะแน่นแฟ้นอีกด้วย
เมื่อก่อนผมเคยคุยกับพ่อเล่น ๆ ว่า เดี๋ยวนี้ ใคร ๆ ก็ส่งลูกเรียนสูง ๆ จบปริญญากันหมด อีกหน่อยจะมีคนมาทำนาหรือ? แล้วทุกวันนี้ก็ได้เห็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร ในการเก็บเกี่ยวนี่แหละครับ อีกหน่อยการทำนาก็คงเป็นเรื่องง่าย ถ้าเรายังดูแลผืนนาที่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราจะส่งต่อให้กับเราต่อไป เพราะบางคนก็เห็นแก่เงินก้อนโต หรือเบื่อหน่ายการทำไร่ทำนา ก็ขายที่นาเอาเงินไปซื้อรถสร้างบ้าน ซื้อข้าวคนอื่นกิน อยู่กันอย่างสบายไม่ต้องมาทนแดดทำนา
ผมก็เคยคิดว่าถึงเวลานั้นจริง ๆ ผมก็อาจจะขายที่นาของผม เพราะว่าถ้าจะให้ผมทำนาจริง ๆ ก็คงไม่ไหว เพราะอาชีพครูคงไม่มีเวลาไปทำนาปลูกข้าวได้
แต่วันนี้ ผมได้รู้คำตอบ ว่าทำไม พ่อยังไม่ขายที่นา ทั้ง ๆ ที่พ่อก็เป็นครูและไม่ได้ทำนาเองเหมือนกัน ก็เพราะหยาดเหงื่อที่ไหลลงไปบนผืนนานั่นไงครับ.... แค่วันเดียว เหงื่อของผมหยดลงไปบนผืนนาไม่รู้กี่หยด แล้วหยาดเหงือของปู่ย่าตายายของผม ที่ท่านทำนามาทั้งชีวิต เป็นสิบ ๆ ปี จะมีมากขนาดไหน ผมว่า....พ่อก็คงอยากจะรักษาหยาดเหงื่อนั้นไว้ ให้อยู่กับพ่อ และลูก ๆ ของพ่อไปนาน ๆ นั่นเองครับ
ขอบคุณชาวนา ที่ทำให้ผมมีข้าวกินจนถึงทุกวันนี้
ขอบคุณหยาดเหงื่อของปู่ย่าตายาย
ขอบคุณจากใจครับ
edit @ 17 Nov 2009 00:18:19 by Manow
edit @ 17 Nov 2009 16:53:31 by Manow




