อากาศหนาวเหน็บช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนหายไปแล้ว โดยที่ยังไม่ทันจะได้ใส่เสื้อกันหนาวครบทุกตัวเลยหมอกยามเช้ายังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่แสงแดดก็รีบมากวาดต้อนหมอกเหล่านั้นให้หายไปในเวลาสายต้นข้าวสีทองโน้มรวงลงเพราะน้ำหนักของเมล็ดข้าวที่เรียงกันอยู่ตรงปลายยอด เป็นสัญญาณบอกว่า ถึงเวลาให้ชาวนามาเก็บเกี่ยวไปเข้ายุ้งฉาง  บรรทุกเดินทางเข้าโรงสี ให้พวกเราได้อิ่มหมีกันต่อไป

ชาวบ้านดอยส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา  ที่นามักอยู่ตามที่ลุ่ม ออกจากหมู่บ้านไปสักเล็กน้อย  ครอบครัวลุงเสาร์เงิน(เจ้าของบ้านผู้มีอุปการคุณให้ผมพักอยู่) มีนาอยู่หลายที่  เริ่มเกี่ยวกันมาเกือบจะทั้งสัปดาห์ ผมถามไถ่ลุงเสาร์เงินว่าตอนนี้ เก็บเกี่ยวไปถึงไหนแล้ว ลุงเสาร์เงินก็บอกว่าช่วงนี้ไปเกี่ยวข้าวของคนอื่นอยู่ จะเกี่ยวของตัวเองวันเสาร์อาทิตย์นี้ ซึ่งลุงเสาร์เงินก็ชวนไปเกี่ยวข้าวด้วยกัน ผมตอบตกลงอย่างลังเล  "ว่างครับ...ไปครับ..."

บอกตามตรงว่าผมก็กลัวเหนื่อยนะครับ  ที่นาที่เคยให้เค้าเช่าทำ เค้าก็ขอลดค่าเช่าลงทุกปี  ซึ่งก็มักจะอ้างว่ามันลำบาก  ใคร ๆ เขาก็ว่ากันทั้งนั้นว่าอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่ลำบาก  แดดก็ร้อน  ต้องก้มเกี่ยวข้าว ปวดหลังอีก  แล้วทำงานมาทั้งอาทิตย์ก็อยากพักบ้าง ก็คิดอยู่นานครับ ว่าจะไปดีรึเปล่า  แต่นึกถึงบุญคุณที่เค้าให้พักอยู่อาศัยที่บ้านเค้าฟรี ๆ ข้าวก็ยังไปขอเค้ากิน นี่เป็นโอกาสที่จะได้ตอบแทนบุญคุณแล้วนี่นา  ซึ่งถ้าดูจริง ๆ มันแทบจะเอามาเทียบกันไม่ได้เลย  อีกอย่างจะได้ไปเรียนรู้ความลำบากสักหน่อย  ว่ามันจะอย่างที่เค้าว่ากันรึเปล่า

เอาเว้ย!!

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไปเกี่ยวข้าวก็ต้องหาชุดกันหน่อยครับ วันศุกร์ผมก็เลยไปที่ตลาดนัดคลองถม  ไม่รู้เป็นสาขาที่เท่าไหร่นะครับ 555 แต่เข้าใจว่ากำลังเปิดแข่งกับเซเว่นอยู่  เพราะมีอยู่ทั่วไทยเลย  ถ้าจะเปรียบก็คงเปรียบได้กับสยามแสควร์แห่งบ้านดอยครับ  เป็นแหล่งรวมวัยรุ่น  มีเสื้อผ้า เครื่องประดับขาย  และที่พิเศษกว่าสยามสแควร์ของจริงก็คือ มีผักสด กะปิ น้ำปลา ปลาหมึกแห้ง หมูสด เดินกันได้ทั้งครอบครัว  ที่จอดรถก็เยอะด้วยนะครับ

ผมได้หมวกมา 1 ใบ กับถุงมือ 1 คู่ เป็นถุงมือเกี่ยวข้าวคู่ละ 5 บาท ที่เคยซื้อมาใส่เล่นตอนเด็ก ๆ  เป็นถุงมือผู้รักษาประตูเวลาเตะบอลกับน้องชาย เสื้อแขนยาวเป็นเสื้อรด.ของผมเอง  เอามาใส่ตอนไปช่วยสร้างโรงอาหารที่โรงเรียนยังเก็บไว้อยู่ที่บ้านพักครับ

ระหว่างที่เดินซื้อของก็เจอครูตู่ครับ  ครูตู่เป็นครูสาวที่มากไปด้วยความสามารถ ครูตู่เป็นครูในหมู่บ้านซึ่งเคยรับจ้างดูแลนักเรียนชั้นอนุบาลช่วงที่ยังหาครูอัตราจ้างไม่ได้  ปัจจุบันรับทำอาหารให้นักเรียนได้ค่าจ้างวันละ 130  แต่ทำงานเหมือนได้วันละ 1300  เพราะนอกจากจะทำอาหารแล้ว ยังช่วยดูแลนักเรียนชั้นอนุบาล และช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาผมไปอบรม 3 วัน ครูตู่ก็เข้าสอนแทน แล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่นักเรียนฝึกซ้อมกีฬา ก็ได้ครูตู่ช่วยฝึกซ้อมวอลเล่ย์บอล กีฬาประจำชาติของครูตู่ให้อีก  คุ้มงานคุ้มเงินมากครับ

ครูตู่เอามือตบอกทำท่าประหลาดใจ  เมื่อรู้ว่าผมจะไปเกี่ยวข้าว  แล้วครูตู่ก็อวยพรมาซะดิบดี

"สงสัยแดดจะร้อนนะพรุ่งนี้"  นั่น....

...............................

ผมกลับมาที่บ้านแล้วก็รีบไปบอกลุงเสาร์เงินว่าพรุ่งนี้จะไปเกี่ยวข้าวด้วย ลุงเสาร์เงินหัวเราะปนแปลกใจ ไม่คิดว่าผมจะไปจริง ๆ  แล้วก็ถามว่าผมเกี่ยวข้าวเป็นเหรอ? อ่ะ...ไม่เป็นก็ต้องลองสิครับ

ผมได้พกหนึ่งวันก่อนไปเกี่ยวข้าวครับ เพราะว่าที่บ้านนี้จะไปวันอาทิตย์ครับ  แต่ป้าก็ไปเกี่ยวข้าวของคนอื่นก่อน ภาษาเหนือเรียกว่า "เอามื้อ"  คือไปช่วยเกี่ยวข้าวของคนอื่นก่อน พอเกี่ยวข้าวตัวเอง  เค้าก็จะมาช่วยเราเกี่ยวครับ  ไม่ต้องจ้าง  แต่เป็นการเอาแรงมาแลกกัน

คืนวันเสาร์กะว่าจะรีบนอนเอาแรง  แต่ก็นอนไม่หลับครับ ปาเข้าไปเกือบตี 2 เพราะเจ้าสาธิตตัวเดียวเลยครับ  มันคงจะกินแมลงตัวใหญ่เข้าไป ก็เลยจับแมลงเคาะกับผนังเสียงดัง โป้ก ๆ ให้แมลงตายก่อนจะกลืนลงท้อง  แต่ผมไม่เห็นตัวมันหนิครับ จินตนาการเลยไปซะไกล  ก็ทั้งแขวนพระ สวดมนต์ แล้วก็ต้องเปิดไฟเปิดทีวีนอน (แท้ ๆ เลย)

ตอนเช้าจึงตื่นมาอย่างสะโหลสะเหล  กลัวไปสายครับ ตื่นเช้ากว่าจะไปสอนอีก ทั้ง ๆ ที่ก็เริ่มงาน 8 โมงเหมือนกัน  ก่อนจะออกจากบ้าน  ลุงเสาร์เงินถามว่าผมมีเคียวมั้ย???

ผมจะมีเคียวมาไว้เกี่ยวอะไรล่ะครับลุง!!!

...........

ได้เวลาแล้วเอ้า สู้โว้ยยยย

ใช่ครับ...มันต้องมีบิ๊วกันบ้าง  ผมขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปครับ  เพราะป้าบอกว่า  ถ้าไม่ไหวจะได้กลับก่อน (นั่นไง..)  ไกลเหมือนกันครับ ที่นาของลุงเสาร์เงิน ห่างจากตัวอำเภอ 9 กม. (บ้านดอยห่างจากอำเภอ 3 กม.)

เอ่อ....ตัดหญ้าหน่อยก็ดีนะครับ

ที่นาอยู่ถัดไป 2 หมู่บ้านครับ  อยู่ในเขตหมู่บ้านกระเรี่ยงหนองป่าก่อ คืออำเภอดอยหลวงมีอยู่ 4 หมู่บ้านครับ  บ้านดอย หนองด่าน ห้วยสัก และหนองป่าก่อ ทั้ง 4 มีอาณาเขตติดต่อกันครับ

ผมจอดรถแล้วมองดูสองข้างทางครับ ต้นข้าวด้นซ้ายล้มลงเพราะแรงลม  เรียกว่า "ข้าวต้าว" ต้าวเป็นภาษาเหนือแปลว่า ล้ม ครับ  ข้าวแบบนี้เคยได้ยินว่าเกี่ยวยากครับแล้วต้องก้มต่ำกว่าปกติด้วย โอย...แค่เห็นก็ปวดหลัง

"ของเราอยู่ฝั่งโน้น"  ป้าบอกพร้อมกับชี้ไปอีกฝากถนน ค่อยยังชั่วครับ  ต้นข้าวสูงโน้มรวงลงสวยงาม  ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

แต่แดดนี่แหม...  กันเอง ลดให้กันบ้างเหอะ นี่ขนาดเช้า ๆ นะครับเนี่ย

 

ลุงเสาร์เงินลงมือคนแรกเลยครับ  ผมจะฝากกล้องถ่ายรูปไว้ในรถก็เลยลงไปขอกุญแจครับ ชักภาพให้ 1 รูป ที่จริงปิดหน้าปิดตาหมดนะครับ  แต่ลุงเสาร์เงินกลัวไม่เห็นความหล่อครับ ถอดผ้าคลุมหน้าออกให้เลย

ป้าพัน พี่จำนง ลุงน้อย เป็นคนที่มาช่วยเกี่ยวข้าว เพราะป้าไปเอามื้อไว้ก่อน รวมผม และลูกสาวลุงเสาร์เงิน ก็มีทีมงานทั้งหมดอยู่ 7 คนครับ  ป้าพันมองหน้าผม แล้วก็คุยกับพี่จำนงเป็นภาษากระเหรี่ยง  สักพักพีจำนงก็หัวเราะแล้วก็แปลให้ฟังว่า "ป้าพันไม่รู้จักครูมะนาว"  ป้าพันทำหน้าแปลกใจ "จบปริญญาเป็นครูแล้วยังได้มาเกี่ยวข้าวอีกเหรอครู.."  หึหึ...ก็มันจำเป้นนะป้า ลุงน้อยก็ถามว่าเกี่ยวข้าวเป็นเหรอ  ผมก็บอกลุงน้อยว่า ก็จะเกี่ยวเป็นวันนี้แหละครับ 555+ แล้วก็เดินลงไปยังต้นข้าวเบื้องหน้า  พร้อมกับเคียวเกี่ยวข้าวอันใหม่ ที่ลุงเสาร์เงินซื้อมาให้ยืม

ระหว่างนั้นมีคนที่มาเกี่ยวข้าวฝั่งตรงข้ามถนนเดินผ่าน ลุงน้อยทักทายไปตามอัธยาศัย  ถามไถ่ว่าค่าจ้างเกี่ยวข้าวตอนนี้เท่าไหร่  คำตอบที่ได้คือวันละ 130 บ้าง 160 บ้าง แล้วแต่จะตกลงกัน  ถ้าคนขาดก็ต้องเพิ่มค่าจ้างให้ครับ นึกถึงสมัยที่เรียนอยู่ มีนิสิตหลายคนรับจ้างสอนพิเศษ ชั่วโมงละ 200-300 นี่แหละครับคือคุณค่าของการศึกษาและคุณค่าของปริญญาบัตรที่ตีออกมาเป็นค่าเงิน 

แต่คุณค่าของคน ... จะเอาค่าของเงินมาวัดกันไม่ได้ครับ

............................

การเกี่ยวข้าวไม่ยากอย่างที่คิดครับ  แล้วก็ไม่ต้องก้มลงไปต่ำ  เพราะว่าไม่จำเป็นต้องเผื่อก้านยาว ๆ ไว้ใช้ไม้หนีบนวดข้าวแล้ว เพราะใช้เครื่องโม่ข้าว  ดีเลยครับ จะได้ไม่ต้องก้มให้ปวดหลัง บรรยากาศก็ครื้นเครง เกี่ยวไปคุยกันไปสนุกสนาน  ถึงสิบโมงก็พัก  แล้วก็ลงไปต่อจนถึงเที่ยง

พักเที่ยงกินข้าวร่วมกันที่ห้างนา ห้างนาเป็นที่พักผ่อนของชาวนา เป็นแคร่ที่มีหลังคา เรานั่งกินข้าวด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย ป้าทำต้มไก่แบบกระเหรี่ยง มีเครื่องเคียงเป็นผักนึ่ง  มีน้ำอ้อย ของป้าพันและหน่อไม้ดองของลุงน้อย หลังอาหารก็มีมะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ มากินกับน้ำปลาหวาน ที่มีส่วนผสมง่ายคือ พริก กะปิ น้ำปลา ลุงน้อยใช้เคียวผ่าแบ่งครึ่งฝักมะขามเอาเมล็ดออกแล้วตักน้ำปลาหวานใส่ปาก  สักพักก็หลิ่วตาด้วยความเปรี้ยว แล้วก็ต่อฝักที่สองและสามไปอีก  และมีหรือที่ผมจะพลาด (อิอิ)

พี่จำนงเอาเชือกไนล่อนเส้นเล็ก ๆ มาสานเป็นยอระหว่างพัก ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มาก ๆ เลย 555+  พี่จำนงชอบไปตั้งยอหาปลา  ได้ปลาตัวเล็ก ๆ ก็เอามาทอดให้ลูก ๆ กิน ป้าพันก็ตั้งยอทิ้งไว้  บอกว่าเกี่ยวข้าวเสร็จจะกลับไปยกดู 

บ่ายโมงแดดแรงกว่าเดิม พวกเราลุยงานกันต่อ ท่ามกลางแสงแดดใจร้าย ที่ไม่เคยเห็นใจชาวนา  จนถึงเวลา 4 โมงเย็น  ที่นาผืนใหญ่ก็เรียบร้อย  ผมเดินกลับมาที่ถนนที่จอดรถไว้  หยิบกล้องถ่ายรูป ถ่ายย้อนกลับไปด้วยความภูมิใจ  ภูมิใจที่ได้เกี่ยวจนเสร็จ ไม่หนีกลับบ้านก่อน (555)  ภูมิใจที่ในยุ้งข้าวของลุงเสาร์เงินจะมีเมล็ดข้าวฝีมือการเกี่ยวของผมรวมอยู่  แล้วถ้าลุงเสาร์เงินขายข้าว  เมล็ดข้าวที่เกี่ยวจากมือของผม ก็จะไปอยู่ในท้องของใครอีกหลาย ๆ คน  นี่คือความภูมิใจของชาวนาทุกคนรึเปล่าน้า?

ปัจจุบันมีรถเกี่ยวข้าว ทั้งเกี่ยว ทั้งนวด ออกมาเป็นเม็ดข้าวเลย  แต่วิถีชีวิตและความเคยชินแบบเดิม ๆ ก็ยังคงอยู่ครับ  อย่างที่นานี้ ครึ่งนึงที่เห็นก็ใช้รถเกี่ยวครับ  แต่เมื่อยังมีแรงงานของคนในครอบครัว และแรงงานที่ไปเอามื้อมาก่อน  ก็ไม่เห็นจะต้องพึงพาเทคโนโลยีให้มันเพิ่มต้นทุนเลยครับ แถมความสัมพันธ์ก็จะแน่นแฟ้นอีกด้วย   

เมื่อก่อนผมเคยคุยกับพ่อเล่น ๆ ว่า เดี๋ยวนี้ ใคร ๆ ก็ส่งลูกเรียนสูง ๆ จบปริญญากันหมด อีกหน่อยจะมีคนมาทำนาหรือ?  แล้วทุกวันนี้ก็ได้เห็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร  ในการเก็บเกี่ยวนี่แหละครับ  อีกหน่อยการทำนาก็คงเป็นเรื่องง่าย  ถ้าเรายังดูแลผืนนาที่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราจะส่งต่อให้กับเราต่อไป เพราะบางคนก็เห็นแก่เงินก้อนโต หรือเบื่อหน่ายการทำไร่ทำนา ก็ขายที่นาเอาเงินไปซื้อรถสร้างบ้าน ซื้อข้าวคนอื่นกิน อยู่กันอย่างสบายไม่ต้องมาทนแดดทำนา 

ผมก็เคยคิดว่าถึงเวลานั้นจริง ๆ ผมก็อาจจะขายที่นาของผม  เพราะว่าถ้าจะให้ผมทำนาจริง ๆ ก็คงไม่ไหว  เพราะอาชีพครูคงไม่มีเวลาไปทำนาปลูกข้าวได้

แต่วันนี้ ผมได้รู้คำตอบ ว่าทำไม พ่อยังไม่ขายที่นา ทั้ง ๆ ที่พ่อก็เป็นครูและไม่ได้ทำนาเองเหมือนกัน  ก็เพราะหยาดเหงื่อที่ไหลลงไปบนผืนนานั่นไงครับ....      แค่วันเดียว  เหงื่อของผมหยดลงไปบนผืนนาไม่รู้กี่หยด  แล้วหยาดเหงือของปู่ย่าตายายของผม ที่ท่านทำนามาทั้งชีวิต เป็นสิบ ๆ ปี จะมีมากขนาดไหน  ผมว่า....พ่อก็คงอยากจะรักษาหยาดเหงื่อนั้นไว้ ให้อยู่กับพ่อ และลูก ๆ ของพ่อไปนาน ๆ นั่นเองครับ

 

ขอบคุณชาวนา ที่ทำให้ผมมีข้าวกินจนถึงทุกวันนี้

ขอบคุณหยาดเหงื่อของปู่ย่าตายาย

ขอบคุณจากใจครับ

 

 

 

edit @ 17 Nov 2009 00:18:19 by Manow

edit @ 17 Nov 2009 16:53:31 by Manow

ณ การประชุมเทคโนโลยีระดับโลก มีนักวิทยาศาสตร์ และผู้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นนำของโลกมารวมตัวกันอย่างมากมาย  ประเทศไทยได้มีโอกาสส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นครั้งแรก  ระหว่างที่พักระประทานของว่างอยู่นั้น  ตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่น ชาติชั้นนำทางเทคโนโลยี ประเทศหนึ่งของโลกก็เอ่ยขึ้นว่า

"เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศญี่ปุ่นได้ขุดหลุมลงไปลึก 100 เมตร แล้วพบสายโทรศัพท์ฝังดินอยู่ ตีความได้ว่า ที่ญี่ปุ่นมีโทรศัพท์ใช้เมื่อ 100 ปีก่อน" ทั้งวงมีเสียงฮือฮา

ตัวแทนจากประเทศอังกฤษ  ซึ่งเป็นประเทศที่มีนักวิทยาศาสตร์และเป็นประเทศที่มีการคิดค้นเทคโนโลยีสำคัญของโลกมากมาย ได้ยินดังนั้นจึงรีบพูดขึ้นว่า "เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ประเทศอังกฤษมีการขุดหลมลึกลงไป 200 เมตร พบสายโทรศัพท์รุ่นเก่าฝังดินอยู่ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ประเทศอังกฤษมีโทรศัพทย์ใช้เมื่อ 200 ปีก่อนแล้ว"  ทั้งวงสนทนาฮือฮาดังขึ้นกว่าเดิม

  ตัวแทนจากประเทศไทยยืนฟังอยู่นาน ก็เอ่ยขึ้นบ้าง "เมื่อวานนี้ประเทศไทยได้ขุดหลุมลึกลงไป 500 เมตรเหมือนกัน..."  ทั้งวงฮือฮา  ตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่นมีสีหน้าตื่นตะลึงแล้วถามว่า "ประเทศไทยพบสายโทรศัพท์ฝังลึก 500 เมตรเชียวหรือ"

ตัวแทนประเทศไทย กล่าวต่อ "ไม่พบอะไรเลย" ..... ทั้งวงมีสีหน้าระคนสงสัย ตัวแทนประเทศไทยรีบสรุปว่า "นั่นหมายความว่า ประเทศไทย มีโทรศัพท์มือถือใช้ตั้งแต่ก่อน 500 ปีมาแล้ว"

 

 

เขาถึงว่ากันว่า ... "คนไทยถ้าตั้งใจทำอะไร ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก"

 

.......................

 

แปดโมงเช้าวันอังคารยังเต็มไปด้วยฝูงหมอกหนา พากันเทสายลงมาไม่หยุด 
ผมขี่มอเตอร์ไซค์ระยะทางไม่เกิน 300 เมตร ยังรู้สึกถึงหยดน้ำที่มาสัมผัสใบหน้า  แม้อากาศจะไม่หนาวเท่าอาทิตย์ก่อน  แต่กลับมีหมอกทึบลงมาแทน

เช้านี้ชั่วโมงแรกเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ ที่ผมไม่ถนัดที่สุดตอนเรียนชั้นประถม แต่ด้วยหน้าที่และความรู้ที่มีมากขึ้นกว่าเดิม(เล็กน้อย) ก็พอจะเอาตัวรอดไปได้ 55+

วันศุกร์ผมสั่งการบ้านนักเรียนว่าให้เตรียม กระป๋องและเชือก หรือด้าย มาทำโทรศัพท์กระป๋อง เพื่อทดลองการเดินทางของเสียง  ซึ่งนักเรียนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการวิ่งหากระป๋องกับเศษเชือก ทันทีที่ผมทวงงาน พูดง่าย ๆ ว่ามันไม่ได้เตรียมกันมานั่นเอง

จากนั้นจึงได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าลูกน้องของผม ทั้งการตัดกล่องนม ขวดยาคูล กระดาษหนังสือพิมพ์พับเป็นกล่อง (คือหาอะไรไมได้แล้ว) ส่วนคนที่เตรียมมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง ก็เริ่มประดิษฐ์ของโทรศัพท์ของตนเอง

การประดิษฐ์เหมือนจะง่าย แต่พอทำจริง ๆ ก็ง่าย 555+ จะยากก็เฉพาะตอนที่เจาะรูครับ เมื่อทำเสร็จก็ให้ลองพูดสื่อสารกันดูครับ

นักเรียนที่ทำเสร็จแล้วต่างก็ทดลองพูดกับเพื่อนของตน สื่อสารกันไปมา อย่างสนุกสนาน บางคนเห็นเพื่อนทำสำเร็จก็ขอเล่นบ้าง เพราะว่าตัวเองไม่ได้เตรียมมา หรือหาอุปกรณ์ทั่วโรงเรียนแล้วไม่ได้

จากนั้นก็มาสรุปผลการทดลองครับ  สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ก็คือ เสียงเดินทางจากปาก เข้าไปในแก้วพลาสติก แล้วก็ไปสั่นสะเทือนเชือกให้เกิดเป็นเสียงในแก้วพลาสติกของอีกฝั่ง

ส่วนสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ กลับเป็นความสุขของนักเรียน ที่ได้ยินเสียงของเพื่อนอีกฝั่ง แม้มันจะเบา ๆ จนเกือบจะฟังไม่รู้เรื่อง  แต่เสียงแรกที่ได้ยิน ก็ทำให้นักเรียนกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ ที่เค้าได้ทำสำเร็จผมมองเห็นแววตาแห่งความภาคภูมิใจ

ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีมาก ๆ ไม่จำเป็นต้องอึกทึก ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียง แต่มันก็ทำให้เราภูมิใจและมีความสุขได้ เลือกเฉพาะสิ่งที่เป็นเรา  สิ่งที่เราต้องการ เลือกเฉพาะเสียงที่มันต่อสายตรงมาถึงเรา เสียงที่เป็นของเราคนเดียว  นั่นแหละครับ ความสุขมันจะมาง่าย ๆ แค่นี้เอง

ผมว่าบางที....ตอนนี้ผมก็เล่าไปงงไปนะ เอาเป็นว่า ถ้าคำไหน มันเป็นสายตรงที่ส่งถึงคุณ  ผมว่าคุณจะเข้าใจมันเอง 5555+ (อธิบายไม่รู้เรื่อง ก็หาทางอกมันแบบนี้ซะเลย)

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจว่าอยากจะบอกกับทุกคนก็คือ  ตอนนี้ผมภูมิใจกับสายตรงที่ต่อมาถึงหูผม  พร้อมกับอีกปลายสายเป็นนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเรียนรู้อยู่เบื้องหน้าของผมนี่ไงล่ะครับ ....

 

............

ผม : วาสนา  เธอลองพูดอะไรก็ได้ มาตามสายสิ เดี๋ยวครูจะลองฟัง ว่ามันใช้ได้มั้ย
วาสนา : ครูมีแฟนรึยังคะ?
ผม : ...... เดี๋ยวครูจะไปลองเล่นของขจรศักดิ์ดู
      (ย้ายไปลองโทรศัพท์ของขจรศักดิ์)
ขจรศักดิ์ : ครูครับ แฟนครูชื่ออะไรครับ?
ผม :. .........

 

 

 มึงจะอยากรู้กันไปทำไมครับ???

 

edit @ 10 Nov 2009 23:12:18 by Manow

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง
พวกเราทั้งหลายชายหญิง  สนุกกันจริงวันลอยกระทง...

          ขึ้นต้นด้วยเพลงอมตะลอยกระทง  เพิ่งรู้ตัวว่าผ่านพ้นคืนลอยกระทงไปแล้ว แต่ปีนี้ผมยังไม่ได้ฟังเพลงนี้เลย !!

          5 ปีที่ผ่านมา ผมลอยกระทงที่สระน้ำจุฬาฯ ทุกปีครับ ช่วงลอยกระทงเป็นช่วงที่งานหนักเหมือนกัน  ครั้งนึงเคยทำทีเดียวสี่งานครับ ทั้งขบวนชมรมล้านนา ทำฝ่ายสถานที่ของ อบจ. เล่นดนตรีกับชมรมดนตรีหอพัก และก็ร้องเพลงเปิดหมวกหน้าซุ้มร้านเกมของฝ่ายพัฒนาสงัคมและบำเพ็ญประโยชน์ คณะครุศาสตร์

           ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่รู้สึกว่าเงียบเหงามาก ๆ ครับ

           พอไม่มีงานต่าง ๆ พวกนั้น  วันลอยกระทงปีนี้เลยรู้สึกว่าง ๆ  แต่ก็อยากมีส่วนร่วมครับ ข้างบ้านเค้าชวนไปลอยที่เชียงแสน ลอยที่แม่น้ำโขงก็น่าจะสนุก คงมีคนมาลอยกระทงกันเต็มไปหมดแน่ ๆ แต่ผมกลับอยากสัมผัสบรรกาศลอยกระทงที่บ้านดอยครับ งานนี้จึงขอบายไปก่อน

            ทุก ๆ ปี ลอยมั่งไม่ได้ลอยมั่งครับ  ถ้าลอยก็ซื้อกระทงหน้างาน แต่ที่นี่ไม่มีขายแน่นอนครับ อยากลอยก็ต้องทำเอง  แต่ละบ้านก็จะล้มต้นกล้วย ต้นเดียวก็ทำกระทงได้ทั้งบ้านแล้ว  แต่ผมอยู่คนเดียวแบบนี้ล้มต้นกล้วมาทำคงไม่คุ้มแน่ (จริง ๆ คือทำกระทงไม่เป็น 5555) ก็เลยหาวัสดุอย่างอื่นมาทำดีกว่า  แล้วก็เหลือบไปเห็นแตงโมที่ซื้อมาเมื่อวานครับ พันธ์ตอปิโด ทรงสวย  ผ่าครึ่งแล้วก็ใช้ช้อนคว้านกินเติมพลังซะก่อน แล้วก็เด็ดดอกไม้หน้าบ้านตัวเองนี่แหละครับ มาปัก ๆ แต่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดอกเข็ม ดอกมะเขือ หญ้าแพรก ( เห่ย ๆ ไม่ใช่ไหว้ครู แหะ ๆ) ปักเทียน ปักธูป ก็ได้กระทงฝีมือตัวเอง โอ้ววว สุดแสนจะภูมิใจ เป็นกระทงที่ทำด้วยตัวเองชิ้นแรก นับตั้งแต่ที่เคยทำส่งครูสมัยประถมเลยล่ะครับ

ดูหน้าตามันซะก่อน

สวยใช่มั้ยล่ะครับ อิอิ

             ลมหนาวพัดเข้ามาตรงรอยแตกของฝากบ้านและช่องว่างบนหน้าต่างที่ยังไม่ได้ใส่กระจก  ผมนั่งรอลูกน้องอยู่ที่บ้าน เด็ก ๆ บอกว่าจะไปลอยกระทงกับครู  รอจนมืดมันก็ยังไม่มากันครับ สงสัยจะไปลอยกะพ่อแม่แล้วล่ะครับ  ผมก็เลยขี่มอเตอร์ไซค์ มือข้างนึงประคองกระทงอย่างทะนุถนอม แล้วก็ไม่ลืมที่จะสะพายกล้องถ่ายรูปไปด้วย  กะว่าจะไปเก็บบรรยากาศงานลอยกระทงซะหน่อย

             จากบ้านไปไม่ถึงสามนาทีก็ถึงหนองหลวงครับ  เห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังเดินกลับ  ที่คิดไว้คือจะเห็นภาพแสงเทียนระยิบระยับในน้ำ  รอบ ๆ มีไฟประดับประดา  มีคนมาลอยเยอะแยะ จุดดอกไม้ไฟ มีลูกชิ้นปิ้งขาย และเงาจันทร์พาดลงในน้ำ

             ไม่มีเลยครับ !! มีอย่างเดียวคือเงาจันทร์พาดลงน้ำเท่านั้นแหละ  ผมคิดในใจ นี่คนเค้าไม่ลอยกระทงกันเหรอ? หรือว่าเค้าไปลอยที่เชียงแสนกันหมด? แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วครับ ลองเดินสุ่ม ๆ ไปจนถึงตลิ่ง ก็อาศัยแสงจันทร์นี่แหละครับ ให้ความสว่าง ลมแรงมาก พัดเข้ามาหาชายฝั่ง กว่าจะจุดเทียนติดได้ ลมมันก็พัดจนดับ  แต่ด้วยแรงอธิษฐานครับ เทียนของผมก็สามารถต้านลมได้ให้ผมอธิฐานจนจบแล้วปล่อยลงเพื่อขอขมาพระแม่คงคา

            พอปล่อยกระทงลงไปเท่านั้นแหละครับ ถึงได้รู้ว่า ยังมีกระทงอีกหลายใบลอยอยู่ในน้ำแต่ถูกลมพัดเทียนดับลอยมาติดตลิ่ง  อืมมม  อย่างนี้นี่เอง  เทียนลอยได้สักพัก (ใครที่สงสัยว่ากระทงแตงโมผมจะลอยได้มั้ย คงเห็นแล้วนะครับ 555+) ลมก็พัดเทียนดับ ให้อยู่ในชะตากรรมเดียวกับกระทงใบอื่น ๆ

             เอาน่ะ ก็ยังดีกว่าลอยไปสักพักแล้วเจอพวกหาเหรียญในกระทงล่ะ!!

             ลอยกระทงเสร็จ  ถึงได้มีโอกาสสังเกตบรรยากาศรอบ ๆ  ถ้าไม่ใช่คืนลอยกระทง ผมว่าแถวนี้ต้องน่ากลัวแน่ ๆ คือไม่มีแสงไฟ ไม่มีบ้านคน  แต่ในบรรยากาศทึม ๆ น่ากลัวนั้น กลับมีความงามซ่อนอยู่ หนองน้ำเบื้องหน้านั้น ด้านซ้ายเป็นต้นไม้ใบหนา ด้านขวาเป็นดอยเตี้ย ๆ เบื้องหน้าเป็นผิวน้ำอาบแสงจันทร์ ใบไม้ริมตลิ่งไหวสั่นไหวไปตามแรงลม มองไปไกล ๆ มีโคมลอยค่อย ๆ ลอยละล่องขึ้น  

ผมว่าผมชอบแบบนี้แหละครับ

            ชาวบ้านกลุ่มใหญ่เดินมา เค้าก็เพิ่งมาลอยกระทงกันครับ แต่กลุ่มใหญ่นั้นเดินเลยไป เค้าไปลอยกันตรงเนินใกล้ ๆ วัด มีคุณยายท่านหนึ่งเดินมาตรงที่ผมกำลังยืนซึมซับบรรยากาศอยู่ ความมืดทำให้คุณยายทักผมเป็นภาษากระเหรี่ยง  ผมทักกลับไปเป็นภาษาเหนือ  คุณยายจึงพูดกับผมว่า "ตรงนั้นมันสูงขี้เกียจเดินไป" ผมบอกคุณยายให้มาลอยตรงที่ผมลอยครับ เพราะว่ามันลงไปลอยได้สะดวก คุณยายขอให้ช่วยจุดเทียนให้  ลมพัดแรงเหมือนเดิม แต่เทียนของคุณยายเล็กมาก พอไฟติด ลมพัดมาก็ดับ กว่าจะจุดให้คุณยายได้ก็ทำเอาไฟแช็กร้อนเลยครับ

           คุณยายลอยเสร็จก็หันมาถามว่า "คุยตั้งนานยังไม่รู้ว่าเป็นใครเลย"  ผมแนะนำตัวไป คุณยายร้องอ๋อแล้ว บอกว่าเป็นยายของเด็กหญิงนุ่น ชั้น ป.6 ประธานนักเรียนนั่นเอง คุณยายชวนผมไปดูดอกไม้ไฟบนวัดครับ  ผมเพิ่งรู้ว่ามีดอกไม้ไฟด้วย จึงตามคุณยายไปที่วัดทันทีครับ

           ที่วัดติดไฟบ้างตามทาง แต่ตรงลานทำให้มือไว้ เพื่อจะได้เห็นดอกไม้ไฟได้ชัด  ดอกไม้ไฟนั้นจุดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา หลังจากที่ชาวบ้านได้ร่วมทำรับศีลรับพรในวัดเรียบร้อยแล้ว (มาช้าอดเลย)

            ถ่ายแบบไม่ใช้แฟลช ให้เห็นว่ามืดจริง ๆ ครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีนักเรียนมาทักสวัสดี เค้าคงจำท่าทางที่ถือกล้องได้

            ยืนสักพักเค้าก็จุดเลยครับ ถ้าเทียบกับดอกไม้ไฟที่เค้าจุดแข่งขันกันแถว ๆ บ้านผมสมัยที่ผมยังเด็ก ๆ ล่ะก็ ที่นี่เล็กไปเลยครับ แต่ปัจจุบันผมไม่เห็นนานแล้วล่ะครับ  การได้มาเห็นอีกครั้งก็นับว่าโชคดีทีเดียวที่เจอคุณยายครับ

            ภาษาถิ่นเรียกว่า "บอกไฟดอกครับ" คือลักษณะจะเป็นบ้องไม้ไผ่ใหญ่ ๆ แล้วอัดดินปืนลงไป ใช้เวลาทำทั้งวันเลยล่ะครับ แล้วเค้าก็จะแห่บอกไฟดอกของตัวเองมาที่วัดครับ บอกไฟดอกนี้ก็จะฝังดินครับ เพื่อป้องกันไม่ให้กระบอกมันแตก แต่วิธีฝังดินก็ไม่ได้ช่วยมากเท่าไหร่ หากวิธีการทำนั้นผิดสูตร  บอกไฟดอกก็กระบอกแตกก่อนได้ครับ จะว่าอันตรายก็อันตรายเหมือนกันนะเนี่ย

              ภาพอาจจะตกกรอบไปนิดนะครับ เพราะตั้งกล้องกับเบาะรอมอเตอร์ไซค์ อีกด้านนึงจะเห็นชาวบ้านรำวงรอบดอกไม้ไฟของตัวเองครับ  ผมว่าเค้าก็คงภูมิใจที่ดอกไม้ไฟของเค้าขึ้นมาเป็นพุ่มได้สำเร็จ  มันคงจะน่าภูมิใจกว่าการได้เห็นกระทงแตงโมฝีมือตัวเองไม่จมน้ำแน่ ๆ

               ดอกไม้ไฟมีเท่านี้แหละครับ  พอจุดหมดก็ทะยอยกันกลับบ้าน  ไม่มีอะไรซับซ้อน   ไม่ได้มีงานรื่นเริงใหญ่ ๆ ไม่มีซุ้มเสื่อม ๆ ปาวุ้นใส่ผู้ชายแก้ผ้าสวมบ็อกเซอร์ ไม่มีร้านขายน้ำที่ตะโกนเรียกลูกค้า ที่ทำเหมือนกับว่าคนซื้อเค้าจะไม่รู้ด้วยตัวเองว่าเค้าจะหิวน้ำหรือไม่หิวน้ำ ไม่มีดนตรีเสียงดังอึกทึก ไม่มีซุ้มเกมกินตังค์ ที่เลือกเอาเกมมาพนันกับความสามารถของคนเล่น แต่ผมเชื่อว่าทุกคนได้ลอยกระทงอย่างอิ่มเอมใจ  เป็นลอยกระทงปลอดสารครั้งแรกในรอบ 10 ปีของผมเลยทีเดียวครับ ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ ท่ามกลางอากาศที่หนาวที่เข้ามาสู่บ้านดอยอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

               ระหว่างทางจากวัดกลับบ้าน ผ่านบ้านลุงสาย (คนอื่นเรียกผู้ช่วยสายสิทธิ์ แต่ผมเรียกลุงสาย)  ว่าจะแวะเข้าไปสวัสดีแกสักหน่อย  เข้าไปก็เจอกับวงสนทนาย่อย ๆ ใต้ถุนบ้านลุงสาย ลุงสายจับมือผมเขย่าอย่างยินดี ปากก็พูดพร่ำว่าดีใจที่แวะมาเยี่ยมแก  แล้วก็ทำหน้าที่เวียนแก้วต่อไป ...

 

 

และใต้ถุนบ้านนั้นเอง....
ปีหน้า ถ้ามีโอกาสได้ลอยกระทงที่นี่อีกครั้ง  หวังว่ามันจะเป็นการลอยกระทงปลอดสารครั้งแรกในรอบ 11 ปีของผมนะครับ

 แท้ ๆ

 

 

edit @ 3 Nov 2009 23:46:52 by Manow

edit @ 4 Nov 2009 00:18:08 by Manow

ครูบ้านดอย 15.2 (ตอน ค่ายอาสาที่บ้านดอย 2) เซอไพร้เวอร์ชั่น

ครูบ้านดอยแสนดีใจ ค่ายใหญ่ ๆ มาโรงเรียน
คุณครูนิสิตมาช่วย ... สอนอ่านเขียน
สอนกิจกรรมความรู้ให้นักเรียน
สร้างโรงอาหารอย่างพากเพียร
ครูบ้านดอยแสนสุขใจ

สองมหา'ลัยเจอกัน พบปะสังสรรค์ แบ่งปันเรื่องข้องหมองใจ
ที่หนึ่งบอกว่าเรื่องใหญ่ กฎค่ายหลายข้อขอได้ไหม
เว้นให้เรื่องเหล้าอย่าห้ามเลย
อีกทั้งในเรื่องแบ่งฝ่าย เวียนกันทำไมให้ปวดหัว
คนเก่งอย่างไร ทำงานให้ถนัดกับตัว
เวียนไปมั่ว ๆ ได้อะไร

อีกมหา'ลัยชี้แจง
อยากจะแถลง ว่ากฎค่ายมีมาแล้วเนิ่นนาน
เป็นการตั้งใจทำเพื่อโรงเรียน นักเรียน ชาวบ้าน
ปฏิบัติตนดี เพื่อศักดิ์ศรีที่มีมาช้านาน
เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวบ้าน
ว่าเราอาสาอย่างตั้งใจ

เรื่องของการแบ่งฝ่าย
มันเป็นการกระจาย
ให้กับชาวค่าย
ได้เริ่ม ได้รู้ ได้ศึกษา
เก่งแล้ว ทำไป ได้งานมา
แต่จะไม่ได้วิชา
ซึ่งจะเกิดจากการได้ลอง

จบการสนทนาในคืนนั้น
ทั้งมหา'ลัยยังไม่เข้าใจกัน
ต่างมุ่งมั่นจะทำในสิ่งที่เป็นแนวของตน
จนวันเปิดค่ายผ่านพ้น
ชาวค่ายทุกคน ยินยอมเข้าสู่กระบวนการ (อย่างยินดีและเสียไม่ได้)

ระหว่างที่เล่าแอบกินส้มตำ
นึกไปก็น่าขำว่ากูจะบอกทำไม ?

กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ
ถึงกลางคืนมีประชุมช่างน่าท้อ
อยากด่าพ่อ....ใครบางใคร

เรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง
มันก็เกิดเรื่อง สืบเนื่องจากการไม่ยอมเข้าใจ
เพื่อนครูบ้านดอยมาด้วยช่วยไข
"คนเรามีประตูอยู่สองใบ"
เอ่อ...เข้าใจครับคุณครูภาษาไทย 
แต่คำว่าประตูสองใบ มันสัมผัสโดนใจกว่าประตูสองบาน

เอาใหม่ ๆ ประตูสองบาน
บานแรกบานสองคืออะไรวะลืมแล้ว
แต่จำได้ไม่แคล้วว่ามันมีความหมาย
อยากรู้ไปถามไอ้หนุ่มคนพูดคมคาย
ผมจำได้แค่คับคล้าย ว่าคนเราต้องเปิดใจให้กัน

แต่คืนนั้นผมไม่ได้เปิดใจทันที
คิดในใจทำไมเค้าทำกันแบบนี้
ทั้งที่ตกลงกันแล้วอย่างดิบดี
ว่าจะใช้กฎเดียวกันของจุฬาฯ

เค้าไม่อยากเวียนฝ่าย
เค้าอยากกินเหล้าในค่าย
เค้าอยากชาร์ตโทรศัพท์มือถือ
โอ้โห..เอาอย่างนั้นกันเลยหรือ
ขึ้นครับขึ้น ผมมันอนุรักษ์นิยม

รุ่งขึ้นได้คุยกับประธานสภาราชภัฏ
เค้าบอกว่าอาจารย์ก็เข้าใจใช่มั้ยครับ
ว่าพวกผมเน้นที่โรงอาหาร
จึงได้ส่งคนที่ชำนาญการ
มาช่วยก่อ ช่วยสร้าง โรงอาหาร
จะได้กลับไปรายงานอธิการบดี

เออเนอะ มันก็แค่นี้
แค่มองว่าวัตถุประสงค์ที่มี
มันไม่ตรงกันตั้งแต่แรกน่ะสิ
มันจึงไม่เข้าใจกัน

เพราะตกลงกันแค่อาจารย์
ตกลงโดยคิดว่ามันบ้าน ๆ
ง่าย ๆ ไม่มีอะไร

น้อง ๆ ราชภัฏก็เหมือนโดนบังคับมา
ค่ายเค้าสบาย ๆ หรรษา ต้องมาทนเข้าค่ายกับพวกจุฬาฯ
มีแต่กฎมีแต่กติกา
อีกทั้งยังกำหนดโควต้า
เพื่อนเค้าหายไปยี่สิบกว่า
เอาใจเขามาใส่ใจเราสักครา
แล้วผมจึงเริ่มเข้าใจ

จากนั้นมันก็พอมีประเด็นขัดแย้ง
แต่ผมคงจะไม่แจ้งไม่เอ่ยถึง
เพราะค่ายมันควรจะมีแต่เรื่องซึ้ง ๆ
สิ่งไม่ดีอย่าเก็บมาพูดถึง
แต่เก็บไว้เป็น"ที่พึ่ง"
ยามที่ต้องคำนึง....เพื่อป้องกันปัญหาในคราต่อไป

ผมจึงเริ่มมีค่ายที่แสนสุข
เรื่องราวเริ่มสนุกและสดใจ
สิ่งหนึ่งที่เราควร "ใส่ใจ"
คือ"น้องใหม่"จะได้อะไรจากการมา

หลายคนก็เกิดการเรียนรู้
แม้แต่ครูบ้านดอยอีกคนละหนา
เรียนรู้จากค่ายด้วยสถานะที่แตกต่างจากแต่เดิมมา
เรียนรู้ด้วยการเริ่มจาก "เปิดใจ"

โรงอาหารก่อขึ้นเป็นรูปร่าง
ระยะห่างถูกดึงเข้ามาใหม่
สองมหา'ลัยคุยถูกคอเริ่มถูกใจ
แต่นั่นแหละบางคนที่ยัง "ไม่" ก็เสียดายแทน

ในค่ายมีกีฬาสี
แบ่งกันหลายสี
แต่ละสีต่างสู้พร้อมใจ
พยายามทำเต็มที่ให้สีตัวเองไว้
ไม่ต้องไปใส่ใจว่าสีใครทำไม่ดี

พวกคนโต ๆ ควรเอาตัวอย่าง
อายเด็กมันบ้าง มันยังมีศักดิ์ศรี
รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยเป็นสิ่งดี
ไม่ใช่พอตัวเองแพ้แล้วก็ชวนตี
แล้วแบบนี้ประเทศชาติมันจะดีได้อย่างไร

แทนที่จะเอาเวลามาแก้ปัญหา
แต่กลับเอาเวลามาขุดคุ้ยสร้างเรื่องใหม่
แล้วเราจะเดินหน้าได้อย่างไร
เพราะพอเราเริ่มก้าวเดินใหม่
ก็มัวแต่หันไป
ว่าก้าวที่แล้วเหยียบอะไร ของใคร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ผิดอะไร อยู่อย่างนั้นแหละ

รอบกองไฟความสุขแบบชาวบ้าน
ใครติดละครอยู่ช่างน่าสงสาร
พวกเราเบิกบาน
อยู่กับกองไฟกองใหญ่
การแสดงชุดนี้จบไป
การแสดงชุดใหม่เข้ามา

มันเป็นสีสันที่สร้างกันเอง
ร้องรำทำเพลง
สนุกไปตามประสา
ไม่มีเมียหลวง ไม่มีเมียน้อย มาต่อยลูกกะตา
มีแต่เหล่าดาราบนลานดิน

จบแล้วร้องเพลงสามัคคีชุมนุม
ยืนกันเป็นกลุ่ม กระจายเป็นวงสุขี
มือไขว้กันจับกันไว้ให้ดี
พวกเราล้วนสามัคคี
ภาพแบบนี้อยากเห็นให้ทั่วไทย

คืนสุดท้ายเรานั่งล้อมวง
เปิดใจก็ยังคง
รักษาไว้จนวินาทีสุดท้าย
แต่ละคนคงมีอะไรในใจมากมาย
เป็นสิ่งดีที่จะได้ระบาย
ให้หาย ให้เคลียร์ ก่อนกลับไป

หลายคนพูดช่างน่าสงสาร
"ค่าย"ที่เรียกว่า"บ้าน"มันไม่เหมือนเก่า
ค่ายที่เคยสนุก เพราะมีแต่พวกเรา
โดนทำลายบรรยากาศเก่า ๆ น่าเศร้าใจ

ขอโทษแทนละกันครับคุณครู
ค่ายฝ่ายพัฒน์แห่งการเรียนรู้
สิบกว่าวันที่เราได้ร่วมกันอยู่
เหล่าคุณครูได้เรียนรู้อะไร

เรียนรู้ที่จะได้อยู่ร่วมกัน
"ความแตกต่าง" คำสั้น ๆ เข้าใจกันแบบไหน
นั่นแหละที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันไป 
เรามาค่ายเพื่อ "เรียนรู้" เคยบอกแบบนี้ใช่ไหม
"บรรยากาศเก่า ๆ" เป็นเรื่องของ "ความสุขใจ"
ถามตัวเองอีกครั้งว่ามาค่ายเพราะเรื่องไหน
แล้วค่อย"แอ๊ก"บอกคนอื่นไป.....อีกที

ผมไปค่ายเพราะว่าผมสนุก (555+)
แต่ก็มีความสุขเพราะได้เรียนรู้
ขอถามตามประสาคุณครู
ถ้าไปค่ายแล้วจะเรียนรู้ จะเรียนรู้บรรยากาศเดิม ๆ ไปทำไม?

แต่ก็เข้าใจความรู้สึก
เอาเป็นว่าค่ายหน้าเรามาเริ่มกันใหม่
เชิญชวนราชภัฏด้วยหากเค้ายังมีใจ
คราวนี้ตกลงกันใหม่ ถ้าคิดว่า"ใช่" ค่อยไปด้วยกัน
เพราะการมาอยู่โดยไม่ได้ "ตกลงกันเอง" ก่อนนั้น
มันอาจทำลายความสัมพันธ์ของเราให้ลดลง

เหตุการณ์นี้หากมองไปกว้าง ๆ จะเจอภาพใหญ่
ภาพสังคมไทยในยุคยิ่งใหญ่ของความเห็น
ถ้าเรียนรู้จะร่วมอยู่ในสิ่งที่แต่ละคนเป็น
แล้วเราจะได้เห็นภาพความสามัคคี

รุ่งขึ้นวันสุดท้ายต่างจากวันแรก
ไม่มีความแปลกแยกไม่แบ่งสี
เราทุกคน สวมใส่เสื้อค่ายที่เรามี
จบค่ายนี้เราจากไปด้วยสีเดียวกัน

พวกเราจากกันด้วยดี
โอกาสมีคงได้พบเจอกันใหม่
เราโบกมือลา ด้วยน้ำตา ด้วยความจริงใจ
เป็นภาพที่ผมคิดว่ายิ่งใหญ่
ภาพที่อยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
ภาพที่ทุกคนเปิดใจยอมรับกัน

อัพเสร็จตะคริวกินขา
เจอกันคราวหน้าคงไม่อัพยาวแบบนี้อีก
ที่ผ่านมาเป็นเรื่องเหตุการณ์นิด ๆ
แค่มาสะกิดให้ได้คิดก็คงพอ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ
เล่าเป็นประเด็นกว้าง ๆ ในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้
ไม่ได้เล่าเรื่องเป็นช็อต ๆ แบบเช่นเคย
คราวหน้าจะกลับสู่ภาวะปกติครับ
รักคนอ่าน

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 


 

edit @ 1 Nov 2009 15:38:03 by Manow

edit @ 1 Nov 2009 15:41:50 by Manow

edit @ 1 Nov 2009 17:10:52 by Manow

edit @ 2 Nov 2009 00:35:08 by Manow

กลับมาแล้วครับพี่น้องงงงงงงงงง!!!
         หลังจากตอนที่แล้วได้ทิ้งท้ายไว้อย่างหรูว่าจะอัพทุกสัปดาห์ เหมือนเป็นลางครับ เพราะหลังจากนั้นแล้วก็เกือบเดือนเลยที่ไม่ได้อัพบล็อก - -"  ต้องขออภัยสำหรับใครที่ติดตามอ่านนะครับ (มีมั้ยเนี่ย??)

        เป็นเวลา 10 กว่าวันที่ค่ายอาสา นำโดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มาร่วมกันออกค่ายที่โรงเรียนบ้านดอย ของผมเอง

        เท้าความไปนานหน่อย ก็คือ ก่อนที่ผมจะมาเป็นครูบ้านดอยเนี่ย  ผมทำกิจกรรมหลายอย่างครับ  ทั้งชมรมดนตรีสากล ชมรมล้านนา  เป็นหัวหน้านิสิต(หรือนายกสโมสรของบางคณะ)  แต่สิ่งสิ่งทีเรียกว่ามอบหัวใจให้เลยนั้นก็คือ "ค่าย" ครับ เรียกได้ว่า  ต้องไปให้ได้ทุกค่าย โดยเฉพาะค่ายยาว  เพราะค่ายให้อะไรหลาย ๆ อย่างกับชีวิต ทั้งกระบวนการคิด กระบวนการทำงานและที่สำคัญ คือมิตรภาพระหว่างเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง และอาจารย์ด้วย

        ทีนี้พอได้บรรจุปุ๊บ  น้อง ๆ ก็ให้ช่วยหาค่ายปั๊บ เพราะน้อง ๆ เค้าตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะมาออกค่ายที่จังหวัดเชียงรายครับ  เข้าทางครับ  มีหรือครูบ้านดอยจะปล่อยผ่านให้ไปที่โรงเรียนอื่น  ก็เลยชวนน้อง ๆ มาออกค่ายที่โรงเรียนพี่ซะเลย อิอิอิ

         ทางโรงเรียนขาดแคลนโรงอาหารครับ  ตีมูลค่าไปประมาณ 3 หมื่นบาท เพราะว่าจะใช้อุปกรณ์เดิมเช่น ไม้ สังกะสี ผมกับครูวิชัยก็เลยช่วยกันตีไปตามราคาที่ต้องซื้อเพิ่ม  วันที่น้อง ๆ มาเซอร์เวย์เป็นวันที่โรงเรียนจัดกิจกรรมเข้าพรรษา คือจะจัดก่อนวันเข้าพรรษา เพราะวันเข้าพรรษาเป็นวันหยุดราชการครับ ทีนี้เมื่อไปถึงที่วัด ก็เจอกับพระอาจารย์พบโชคครับ  พระอาจารย์ยืนแจกเงินเด็ก ๆ อยู่ คนละ 20 บาท พวกน้อง ๆ ที่มาเซอร์เวย์แต่งชุดนิสิตมา พระอาจารย์ก็ถามว่านี่เป็นอาสาสมัครมาช่วยสอนเหรอ  น้อง ๆ ได้ที เลยบอกว่ามาทำอะไร แวก็ขอทุนพระอาจารย์ซะเลย  วันรุ่งขึ้นเราจึงเขียนโครงการไปนำเสนอที่วัดห้วยปลากั้ง (พระอาจารย์ไม่ได้จำวัดที่พวกเราไปแห่เทียนพรรษา แต่มาตรวจงานสร้างเจดีย์ที่พระอาจารย์บริจาคเงินสร้าง) ซึ่งพระอาจารย์ก็อนุมัติเฉพาะค่าโรงอาหาร เป็นจำนวนเงินสามหมื่นบาท โดยที่พระอาจารย์ก็ไม่อยากเชื่อว่าเราจะสร้างโรงอาหารด้วยเงินสามหมื่นบาทได้ แต่งานนี้ พวกเราทั้งหมด ก็คิดตรงกัน ว่าพวกเรา พบโชคจริง ๆ

        ระหว่างที่ช่วยน้อง ๆ ติดต่อประสานงานหาทุน ติดต่อสมาคมศิษย์เก่าก็ได้ต่อสายไปถึง อ.วรสฤษดิ์ ปิงเมือง ซึ่งอ.เป็นรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏ พอดี (อ.เป็นพ่อของหมูหวาน เพื่อนผมสมัยเรียนที่ สามัคคีและจุฬาฯ ด้วยกัน) อ. วรสฤษดิ์ มีแนวคิดที่จะรวมค่ายให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

         เราถกประเด็นการรวมค่ายกันพอสมควร (ใช้คำว่า "เรา" เพราะผมยังอยู่ในกระบวนการของค่ายในฐานะพี่เก่า 55 ) หลายคนแสดงความสนใจ เพราะจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ซึ่งไม่เคยจัดค่ายร่วมกันในลักษณะนี้มาก่อนแต่หลายคนก็ยังห่วงเรื่องของการเตรียมการ จำนวนคน การแบ่งงาน และแนวทางการทำค่ายที่แตกต่างกัน

          แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจจะร่วมกันจัด ด้วยความเชื่อลึก ๆ ว่า คนทำค่ายเหมือนกัน มันก็ต้องมีจุดร่วมที่เหมือนกัน  โดยทางจุฬาฯ มีข้อแม้ว่า ถ้าราชภัฏจะเข้าร่วมต้องอยู่ยอมรับเงื่อนไขของจุฬาฯ ซึ่งเงื่อนไขนั้นก็คือ
1. ต้องใช้กฎค่ายของจุฬาฯ นั่นคือ ห้ามชู้สาว ห้ามอบายมุขทุกชนิด(เหล้า ไพ่ เป็นต้น) ห้ามทะเลาะวิวาท ห้ามซื้อของจากชาวบ้าน ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือนอกเวลาที่กำหนด (กำหนดให้ใช้ได้หลังประชุม)
2. ใช้เฮดของจุฬาฯในการทำงานแต่ละฝ่าย และทุกคนจะได้เวียนฝ่ายในแต่ละวัน (เพราะจุฬาฯ เตรียมเฮดมาตั้งแต่พ.ค. แล้ว)
3. จำกัดจำนวน 25 คน (เกินกว่านี้ค่ายจะแตกแน่นอน เพราะจุฬาฯคนเยอะมาก)

            ตามเงื่อนไขนี้ ถ้าทางราชภัฏรับไม่ได้ จุฬาฯ ก็ไม่รวมค่ายครับ ซึ่งจริง ๆ เงื่อนไขนี้มันไม่มีอะไรยากเลย และพูดตรง ๆ ก็คือ ถ้าไม่รวมก็ไม่ง้อว่างั้น เพราะสิ่งที่หลายคนกลัวคือ บรรยากาศค่ายดี ๆ จะหายไป การตั้งเงื่อนไขนี้ก็เพื่อรักษาบรรยากาศดี ๆ ของค่ายไว้ครับ เรียกว่ากันไว้ก่อนนั่นแหละ เพราะทางจุฬา ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะอะไรยังไงถ้าหากมีคนมาอยู่ร่วมกันเยอะ ๆ   แต่ผมก็เชื่อลึก ๆ นะครับ ว่าทุกอย่างมันจะดี อย่างที่บอกครับ คนทำค่ายเหมือนกัน มันก็ต้องคอเดียวกัน  ซึ่งการคุยผ่านทาง อ.วรสฤษดิ์ เป็นไปอย่างราบรื่น อ.ยืนยันว่าไม่มีปัญหา เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันแน่นอน

 

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น ค่ายแห่งการเรียนรู้ หึหึหึ

 

เรื่องมันยาว แล้วจะมาสาวต่อนะครับ

           

edit @ 27 Oct 2009 21:49:48 by Manow

edit @ 28 Oct 2009 20:04:41 by Manow

edit @ 30 Oct 2009 01:23:02 by Manow

สวัสดีมิตรรักนักอ่านทุกท่าน
ทักทายซะลูกทุ่งเลย

ขออภัยที่สัปดาห์นี้มาช้านะครับ  ช่วงนี้สอบครับ ไม่ได้สอบกับนักเรียนหรอก  แต่ออกข้อสอบนี่สิครับ แทบจะไม่มีเวลานอนกันเลยทีเดียว

และก็ขออภัยอีกเรื่องที่บอกว่าจะอัพเรื่องธณากรณ์นะครับ เอาเป็นว่ากั๊กไว้ก่อนเวลาไม่มีเรื่องอะไรให้เขียนดีกว่า 555 พอดีมีเรื่องใหญ่ครับ ไม่ใหญ่ได้ยังไงก็เป็นเรื่องของครูใหญ่ครับ (คนอื่นเรียกผอ. แต่ผมเรียกครูใหญ่)

ครูใหญ่เป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามผลงานและให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ถึงขนาดแนะนำให้ส่งเรื่องไปที่หนังสือครูเชียงราย  ซึ่งจนป่านนี้เค้ายังไม่ติดต่อกลับมาเลยครับ 5555

จริง ๆ ตอนที่ 14 นี้ ชื่อเต็ม ๆ ว่า
"วันรุ้งสวยกับความซวยของครูใหญ่ (คนอื่นเรียก ผอ. แต่ผมเรียกครูใหญ่ จากใจครูน้อย)" แต่มันเกรงว่าจะยาวมากไปครับ แหะ ๆ

               วันพุธที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งวันที่ชาวบ้าน "บ้านดอย" มาช่วยกันวางโครงหลังคาเตรียมไว้ เพราะปิดเทอมตุลาคมนี้จะมีนิสิตจาก คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาออกค่ายครับ (เย้!) ซึ่งชาวบ้านกลัวว่าเวลา 12 วันของค่ายอาจจะสร้างไม่เสร็จ  ก็เลยมาทำล่วงหน้าไว้บ้าง

               ทีนี้คนมาค่ายเริ่มเยอะครับ ทางค่ายกลัวว่าคนจะล้นงาน (ขนาดนั้นเชียว) จึงสอบถามมาทางโรงเรียนว่าพอจะหางานเพิ่มให้ได้มั้ย (ภาวะคนตกงานระบาดมาถึงค่ายแล้ว) โดยติดต่อผ่านผมและครูวิชัย ซึ่งโครงงานสร้างนู่นสร้างนี่ก็เป็นหน้าที่ของครูวิชัยแหละครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าครูวิชัยจบครุศาสตร์ เอกวิศวกรรมมารึเปล่านะครับ แต่ครูวิชัยก็รับผิดชอบดูแลฝ่ายอาคารสถานที่และสร้างอาคารให้โรงเรียนไปหลายหลังแล้ว

               หลังจากได้รับคำขอร้อง(?) จากน้อง ๆ นิสิต ครูวิชัยแสดงดวงตาเป็นประกายประหนึ่งจะพูดว่า "สู้งานแบบนี้เดี๋ยวพี่จัดให้" ว่าแล้วก็หางานให้ชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ทาสีอาคารอเนกประสงค์ ถางพงหญ้าหลังสนามวอลเล่ย์ ฮาเฮกับสวนหย่อม ล้อมรั้วทั้งโรงเรียน อันหลังนี่พอ ๆ กับสร้างโรงอาหารเลย 555

               พอพ่อหลวงเป็งมาถึง ก็ช่วยเสนอให้ทำสวนหย่อมครับ บริเวณโซนหน้าโรงเรียนมีต้นไม้เยอะ  และร่มรื่นมาก  ถ้าทำตรงนี้ให้นักเรียนได้มานั่งเล่นก็คงจะดี ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ เพียงแต่ตอนนี้ บริเวณนี้มันต้องปรับพื้นที่เท่านั้นเองครับ

              เย็นนั้นหลังจากที่ประชุมคณะครูเสร็จ  ผม ครูวิชัย และครูใหญ่ (คนอื่นเรียกผอ.แต่ผมเรียกครูใหญ่) ก็ไปคุยกับพ่อหลวงและกรรมการสถานศึกษาบริเวณที่คิดว่าจะทำเป็นสวนหย่อมครับ ซึ่งตรงนั้นเป็นหน้าบ้านพักครู ซึ่งลุงนพ ภารโรง มานอนบ้างเป็นครั้งคราว และก็ใช้พื้นที่บริเวณหน้าบ้านเป็นที่เลี้ยงน้องวัวหลายตัว ซึ่งผมเล่าไปแล้วในตอน ครูบ้านดอยพบบอยสเก๊าต์ 

               วันนั้นมีรุ้งครับ  รุ้งที่บ้านดอยสวยมากครับ โดยเฉพาะตอนเย็นเวลาไปเตะบอลที่สนามฟุตบอลของโรงเรียน  ครั้งแรกที่เห็นรุ้งโค้งเป็นครึ่งวงกลมก็ที่นี่แหละครับ  วันนี้พกกล้องไปด้วยก็เลยได้เก็บภาพมาฝากครับ

สังเกตดี ๆ จะเห็นว่ารุ้งมีสองชั้นด้วยนะครับ

ถ่ายจากหน้าบ้านพักภารโรงเข้าไปทางอาคารเรียนนะครับ จาก ทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกนั่นเอง
แล้วเด็ก ๆ ก็อุตส่าห์เอาเงามาพาด แต่ก็กลายเป็นดีแฮะ

อยากมาป้วนเปี้ยนใกล้ ๆ ดีนัก เลยจับเป็นนายแบบซะเลยครับ

               เด็กผู้ชายโรงเรียนบ้านดอยค่อนข้างบ้ากล้องนะครับ ผิดกับนักเรียนหญิงที่ไม่สู้กล้องเลย แล้วดูมาดเค้าซะก่อนครับรูปนี้ ได้ใจจริง ๆ

              ตรงกลางสนามมีวัวของลุงนพ ภารโรงครับ ซึ่งแรก ๆ ผมก็เห็นว่าแกเลี้ยงไว้หน้าบ้านพักของแก แต่หลัง ๆ แกเริ่มขยายสัมปทานครับ  เคยเห็นแกเอาไปผูกไว้หน้าอาคารเรียนก็มี แล้วเมื่อวันจันทร์ น้องวัวตัวใหญ่ก็เพิ่งเอาเขาไปเกี่ยวเน็ตวอลเล่ย์บอลจนขาดไปแล้ว

               ตัดภาพกลับมาที่หน้าบ้านพักภารโรง  ทางนี้ก็เริ่มคุยกันแล้วว่าจะประชุมกรรมการสถานศึกษาอีกครั้งวันไหน  ก็เลือกเอาหลังวันออกพรรษามันซะเลย ประชุมเสร็จจะได้มีเรื่องให้คุยต่อ อิอิ  ครูใหญ่เห็นลุงนพเอาวัวมาผูกก็พูดทีเล่นทีจริงว่าจะน่าจะซื้อวัวลุงนพซักตัวมาเลี้ยงส่งชาวค่าย ว่าแล้วครูใหญ่ก็ร่ำลาคนอื่น ๆ จะเดินไปที่รถ "ตามสบายนะทุกคน" เป็นคำกล่าวอำลาของครูใหญ่ ที่คนอื่นเรียกผอ.แต่ผมเรียกครูใหญ่

               ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตามสบาย น้องวัวที่ผูกอยู่ใกล้ ๆ ไม่แน่ใจว่าอารมณ์ค้างจากกันวิ่งหยอกกันเมื่อกี้ หรือมันเข้าใจคำพูดของครูใหญ่ที่ว่าจะเอามันไปเป็นอาหารอันโอชะเลี้ยงส่งชาวค่าย และผมก็ไม่แน่ใจว่ามันตกใจที่ครูใหญ่เดินเข้าไปใกล้แล้ววิ่งหนี หรือตกใจแล้ววิ่งไล่ แต่เมื่อวัวมันถูกผูกอยู่กับต้นไม้ วิ่งยังไงมันก็เป็นวงกลม  ที่แย่นั้นคือ ครูใหญ่หรือ ผอ. ของใคร ๆ อยู่ในวงล้อมนั้น!!!

               ถ้ายังไม่เห็นภาพ ให้นึกถึงหน้าปัดนาฬิกา (นาฬิกาแบบเข็มนะครับ เดี๋ยวไปนึกภาพนาฬิกาดิจิทัลแล้วงงตายเลย)  น้องวัวยืนอยู่ที่ 11 นาฬิกา รถครูใหญ่อยู่ประมาณ 12 นาฬิกา ขณะที่ครูใหญ่เดินไปถึง 9 นาฬิกาน้องวัวก็สาธิต อาการ "วัวตื่น" ให้ผมและเหล่ากรรมการสถานศึกษา ดูเป็นขวัญตา โดยมีครูใหญ่เป็นนักแสดงรับเชิญ !!

               และแทนที่ ผอ. ของใคร ๆ แต่เป็นครูใหญ่ของผม จะวิ่งออกมาจากหน้าปัดนาฬิกาหายนะนั้น  กลับวิ่งทวนเข็มนาฬิกาขึ้นไป  เข้าใจว่า ครูใหญ่คงกะจะวิ่งอ้อมไปที่รถซึ่งจอดอยู่บริเวณเลข 12 นั่นเอง  แต่สองขาของครูใหญ่วัยเลยเบญจเพสไปแล้ว 2 ครั้งหรือจะสู้สี่ขาของน้องวัววัยรุ่นคะนอง ที่ซัดหญ้ามาจนอิ่มท้อง ว่าแล้วน้องวัวก็แสดงอาการให้ผมงงคือ ตกลงมึงวิ่งไล่หรือวิ่งหนีเนี่ย  เมื่อวิ่งแซงครูใหญ่ไป ช่วงเลข 4 นั้นเอง เชือกของน้องวัวก็สอยครูใหญ่จนตัวลอยขึ้นไปประมาณครึ่งเมตร  และแรงโน้มถ่วงของโลกไม่เคยเข้าข้างใคร  ครูใหญ่ล่วงลงสู่พื้นโดยมีไหล่ขวาเป็นสัมผัสแรก

                กั๊ด! ...... แปลว่าจุก

               ครูใหญ่ประคองตัวขึ้นมานั่ง คราง โอย ๆ เมื่อได้สติผมรีบวิ่งไปหมายจะประคองตัวให้ครูใหญ่ลุกขึ้น  ใครสักคนตะโกนว่า "อย่าเพิ่งแตะตัวครูใหญ่" เราไม่แน่ใจว่าจะอาการจะรุนแรงแค่ไหนครับ  ครูวิชัยบอกให้ผมขับรถยนต์ครูใหญ่ พาครูใหญ่ไปส่งโรงพยาบาลเวียงเชียงรุ้ง ซึ่งไกลกว่าโรงพยาบาลเชียงแสนนิดหน่อยแต่ครูใหญ่ทำบัตรไว้ที่นั่นครับ

               เมื่อไปถึงโรงพยาบาล หมอก็จับถอดเสื้อเข้าเอ็กซเรย์ทันที  ผลปรากฏว่า กระดูกไหล่ซ้ายหักครับ  อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นง่าย ๆ อย่างนี้เชียวหรือ ??

                   ขากลับพระอาทิตย์เริ่มตกดิน  ท้องฟ้ายังคงสดใส  ครูใหญ่ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในตัวเมือง  ผมนั่งรถกลับกับครูวิชัย  โลกของเรายังคงมีอะไรสวยงามอยู่เสมอ อย่าให้อุบัติเหตุมาพรากเราไปจากความงามเหล่านั้นเลยครับ  อย่าประมาทในการใช้ชีวิต  เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่มีรุ้งโค้งสวยงาม หรือเป็นวันฝนตกพรำก็ตามที

 

 

 

ครูใหญ่ (คนอื่นเรียกผอ. แต่ผมเรียกครูใหญ่) นอนโรงพยาบาล 2 คืน รุ่งเช้าวันจันทร์ ก็กลับมาถ่ายรูปช่างที่มาช่วยทำโครงหลังคาโรงอาหาร โดยที่ไหล่ขวายังดามเหล็กอยู่เลย กระดูกเหล็กของจริงครับ   แบบนี้ไม่เรียกว่า "ครู(ผู้ยิ่ง)ใหญ่" จะให้เรียกว่าอะไรล่ะครับ....

 

 

 

 

 

 

แล้วพบกันตอนหน้า (จะพยายาม)อัพทุกสัปดาห์ครับ

 

 

              

              

 

 

 

 

edit @ 1 Oct 2009 16:09:30 by Manow

edit @ 1 Oct 2009 22:11:46 by Manow

สูญเสีย โศกเศร้า แต่สวยงาม

สายฝนกลางพรรษาที่ตกหนักบ้างเบาบ้างติดต่อกันเกือบ 3 วัน หยุดทำงานลง
เหลือเพียงท้องฟ้าที่ยังมืดครึ้มไร้แสงแดด ดั่งท้องฟ้าจะรู้ ว่าวันนี้ชาวบ้านดอยยังไม่อยากให้มีเม็ดฝนโปรยลงมา

 

          ครูบ้านดอยสะพายกระเป๋ากล้องตัวเก่งจอดมอเตอร์ไซค์ไว้บ้านตรงข้ามงาน   สีแดงของมอเตอร์ไซค์ตัดกับเสื้อสีดำจำนวนนับร้อยของผู้ที่มาร่วมงาน ลุงสาย (คนอื่นเรียกผู้ช่วยสาย แต่ผมเรียกลุงสาย ตำแหน่งเต็มคือ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสายสิทธิ์ ก้างยาง) กวักมือเรียกให้ไปนั่งโต๊ะกินข้าวร่วมกับแก

          ภาพเมื่อสองเดือนก่อนที่ไปเมาหัวทิ่มที่บ้านลุงสายแว๊บเข้ามาในสมอง ที่จริงวันนั้นสาโทกับเหล้าขาว 40 ดีกรี ไม่ได้ทำร้ายผมมากหรอก  แต่จังหวะที่จะเอาแก้วเหล้าไปยื่นให้คุณป้าเมียลุงสายนี่สิ ผมเขย่งไปบนท่อนไม้ที่เค้าตัดมาทำเป็นม้านั่ง  ไม่มีใครบอกว่าฐานมันไม่เท่ากัน .... เสียสุนัขเลยครับวันนั้น

          บนโต๊ะไม้ขนาด 1 x 3  เมตร มีอาหารระดับขันโตกวางอยู่จนเต็มถาดสี่ใบ  มีทั้งน้ำพริกอ่อง แกงยอดมะพร้าวอ่อน หมูทอด  ผักลวก และข้าวเหนียวใส่ถุงไว้พอดีกับจำนวนคน  กลุ่มแม่บ้านคอยเติมไม่ให้กับข้าวพร่องลงไปแม้แต่ 1 เซ็นติเมตร (บางทีผมว่าพี่นั่งกันบ้างนะครับ ผมเกรงใจ)

          6 โมงเช้าของสองวันก่อน ผู้ช่วยบาง (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสหภพ ก้างยาง) มาที่บ้านผม เพื่อขอให้มาช่วยถ่ายรูปในงานฌาปณกิจศพพ่ออุ๊ยอ้าย  ก้างยาง อายุ 78 ปี (พ่ออุ๊ย ภาษาเหนือ แปลว่า ตา หรือปู่ บางที่เรียกพ่อหลวง แต่คำว่าพ่อหลวงจะแปลเป็นอีกความหมายว่าผู้ใหญ่บ้านได้ด้วย) ตอนแรกผมก็ไม่กล้ารับปาก เพราะวันธรรมดาก็ต้องไปสอนอยู่แล้ว จึงบอกว่าทางผมไม่มีปัญหาครับ  ต้องขออนุญาตผอ. (คนอื่นเรียกผอ.แต่ผมเรียกครูใหญ่) อีกทีซึ่งก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะผอ.(คนอื่นเรียกผอ.แต่ผมเรียกครูใหญ่) ก็กลายเป็นอีกหนึ่งตากล้องในอีกสองวันถัดมา

          พิธีศพของคนภาคเหนือในชนบบจะตั้งศพไว้ที่บ้านครับ  สวดตอนกลางคืน ตั้งไว้ 3  5 หรือ 7 วัน แล้วแต่เจ้าภาพ  แต่ส่วนใหญ่จะ 3 คืนครับ เวลาประมาณเที่ยงครึ่งของวันสุดท้าย ก็จะเคลื่อนศพจากบ้านไปสู่ป่าช้าของหมู่บ้าน โดยตอนแรกนั้น ศพจัดตั้งอยู่ในบ้านครับ คืนสุดท้ายก็จะยกลงมาใส่ไว้ในปราสาท ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวบ้านที่จะให้ผู้ตายได้อยู่ปราสาทบนสวรรค์ เมื่อก่อนปราสาทจะใช้โฟมเป็นวัสดุหลักอย่างเดียวเลย เพราะแกะง่าย เผาง่าย แต่หลัง ๆ มีการดัดแปลงเป็นศาลาไทยเล็ก ๆ พอจะเผาก็ยกโลงศพออก แล้วศาลาก็นำมาใช้ต่อให้เป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ครับ

          ผมเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศในงาน ซึ่งแขกผู้มีเกียรติส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำชุมชนครับ เพราะเจ้าคือผู้ช่วยบางลูกชายวของผู้ตายนั้นเป็นผู้ชาวยผู้ใหญ่บ้าน ในงานก็มีทั้ง สจ. นายกอบต. สมาชิกอบต. กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอีกมากมาย เรียกว่างานนี้ถ่ายไปไหว้ไปเลยล่ะครับ  ที่นี่ผมต้องรีบไหว้ครับ เพราะถ้าผมไหว้ช้า เค้าจะไหว้ผมก่อนครับ คือเค้าให้เกียรติเรามาก แต่ถ้ารักกันจริง ให้ผมไหว้ก่อนเถอะครับ  แก่กว่าผมทั้งน้านนน

          ประมาณเที่ยงครึ่ง  ก็ได้เวลาเคลื่อนปราสาทเข้าสู่ป่าช้าครับ ซึ่งป่าช้านี้ก็จะตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควรครับ ผมเคยถามพ่อว่าทำไมที่เผาศพของคนภาคเหนือถึงไม่อยู่ในวัดบ้าง พ่อบอกว่า ส่วนใหญ่วัดมักจะตั้งในเขตชุมชนครับ  และคนทั่วไปก็ไม่อยากให้ป่าช้าอยู่ใกล้บ้าน ดังนั้นทำป่าช้าให้อยู่ไกล ๆ ดีกว่า

          รถยนต์ป้ายทะเบียนพะเยา ไม่รู้มาได้ไง จอดเทียบด้านหน้าปราสาท   แถวบ้านผมจะมีรถลากศพคันใหญ่ มีคนนั่งขับคอยบังคับล้อให้เลี้ยวซ้ายขวา แต่ไม่มีเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนด้วยแรงศรัทธาจากคนที่มาช่วยกันลากไปป่าช้า  แต่ที่นี่ใช้รถกระบะมาพ่วงด้วยอีก คาดว่าคงทุ่นแรงได้บ้าง


นี่เป็นส่วนที่ดัดแปลงให้ต่อเข้ากับตัวรถกระบะได้ครับ

           ด้านหน้าของรถกระบะมีโฆษกนั่งอยู่ จะเรียกว่าเอนเตอร์เทนคนลากก็เกรงใจลักษณะงาน เอาเป็นว่า โฆษก ก็จะพูดไปเรื่อย ๆ เอาแง่คิด คติการใช้ชีวิต หรืออะไรที่เป็นภูมิปัญญาของคนเหนือมาพูด มาเล่าสู่กันฟัง 

          ส่วนหน้าสุดของขบวนนั้น จริง ๆ ต้องเป็นพระซึ่งรวมทั้งลูกหลานของผู้ตายที่จะบวชอุทิศส่วนกุศลให้เป็นผู้ลาก  แต่วันนี้ไม่รู้พระไปไหน  คาดว่าจะนั่งรถไปรอที่ป่าช้าแล้ว  (เห็นเค้าถามหาพระกันอยู่เหมือนกัน) สุดท้ายก็เป็นผู้นำของหมู่บ้าน คือผู้ใหญ่บ้านหรือพ่อหลวงเป็ง เป็นผู้นำขบวน ดูจากศรีษะก็พอจะเนียน ๆ เป็นพระได้เหมือนกัน แหะ ๆ แซวเล่นนะครับพ่อหลวง

            ครูใหญ่ (คนอื่นเรียกผอ.แต่ผมเรียกครูใหญ่) พาเดินสวนขบวนมาที่รถเก๋งคันงาม ขับไปอีกทางหนึ่งครับ ทางที่ขบวนไปนั้นเดินตัดผ่านทุ่งนาครับ ส่วนทางรถอ้อมไปเข้าที่สำนักงานเขตบ้านแม่บงใต้ผ่านป่าช้าของแม่บงใต้ ถัดไปอีกนิดก็ถึงป่าช้าบ้านดอย ผมถามครูใหญ่ว่าทำไมเค้าไม่ใช้ร่วมกัน ทั้งที่ใกล้กันขนาดนี้ ครูใหญ่ (ไม่บอกว่าคนอื่นเรียกผอ.แต่ผมเรียกครูใหญ่แล้วนะครับ ไม่ได้กลัวคนอ่านรำคาญแต่ผมเริ่มขี้เกียจละ 555) บอกผมว่า เป็นเพราะทั้งสองหมู่บ้านเป็นคนละจารีตกัน คือบ้านดอยเป็นจารีตกระเหรี่ยง  บ้านแม่บงใต้เป็นจารีตล้านนา (แต่เมื่อดูขั้นตอนพิธีต่าง ๆ แล้วก็เหมือนกันน่ะครับ เป็นการฌาปนกิจแบบธรรมเนียมพุทธนี่นา เมื่อไปถึงป่าช้าก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่นั่งรถมาก่อน

             คุณคงคิดว่าทางมันไกลใช่มั้ยครับผมถึงได้บอกว่าคิดถูก  จริง ๆ แล้วเป็นเพราะ "วิว" ครับ  เมื่อถึงก่อนก็มีเวลาสังเกตความงามรอบ ๆ ป่าช้า  คือในป่าช้าไม่งามหรอกครับ  ออกจะวังเวงนิดหน่อยด้วย เพราะว่ามาถึงเป็นคันแรก ๆ เลย  แต่ทางเข้าก่อนถึงป่าช้าน่ะครับเป็นทุ่งนากว้าง ๆ ที่ต้นข้าวกำลังเขียวสดใส แม้ท้องฟ้าจะมืดครึ้ม แต่ก็ไม่สามารถกลบความงามของภาพนี้ได้  มองลิบ ๆ เห็นหลังคาอบต. ข้าง ๆ อบต.เป็นที่นาของโรงเรียน ดอยเตี้ย ๆ ด้านหน้าก็เป็นที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งย้ายจากที่นาข้างอบตไปแล้วนั่นแหละครับ

 

 

             ไม่ต้องจับผิดภาพให้เสียเวลานะครับ เพราะเอาสองภาพมาต่อกัน คือไมได้ตั้งใจน่ะครับ ถ่ายเก็บ ๆ ไป บังเอิญมันต่อกันน่ะครับ  แหะ ๆ

              ตอนนี้ขบวนเริ่มพ้นเขตหมู่บ้านออกมาที่ทุ่งนาแล้วนะครับ  ที่เป็นเป็นป่านั่นแหละครับ เป็นเขตบ้านดอยครับ

           ดูจากสภาพทางแล้วจำเป็นต้องใช้แรงรถช่วยบ้างจริง ๆ ครับเพราะสภาพหนทางไม่เอื้อต่อการลากจูงจริง ๆ บางจังหวะก็ติดหล่มนะครับ  ก็ต้องช่วยกันเข็น ช่วยกันดันแหละครับ โฆษกพูดได้น่าฟังนะครับ งานไหนที่เราเองมันจะท้อแต่เมื่อมีคนเยอะ ๆ งานก็จะสนุกเอง

              ขบวนเดินตัดผ่านท้องทุ่งนา  ใจกลางขบวนคือร่างที่สิ้นอายุขัย  แต่รอบ ๆ คือต้นข้าวที่กำลังรอวันเติบใหญ่  เป็นธรรมดาของโลกที่มีเกิดและมีดับ (พยายามจะปรัชญาน่าดูเลยนะเนี่ย แหะ ๆ)

 

            ที่เห็นถือไม้ยาว ๆ แล้วมีกระดาษรูปทรงแปลก ๆ นี้ เค้าเรียกว่าตุงสามขาครับ (ตุงก็คือ ธงของภาคเหนือ)  คุ้น ๆ ว่าเค้ามีชื่อเรียกที่เพราะกว่านี้นะครับ แต่ความเคยชินทำให้หลายคนก็เรียกว่าตุงสามขานี่แหละ  ตามความเข้าใจของผม  คงเป็นการใช้แทนวิญญาณที่จะเข้าสู้ป่าช้าน่ะครับ

 

เมื่อไปถึงป่าช้าเค้าก็จะวางตุงไว้ที่เชิงตะกอนแบบนี้ครับ
           ทีนี้งานก็เริ่มเข้าแล้วครับ  โดยผมต้องถ่ายรูปเจ้าภาพกับญาติพี่น้องแต่ละหมู่บ้านครับ ซึ่งเยอะพอสมควร  เป็นญาติจากหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ และแขกผู้เกียรติทั้งหลาย

            แต่ภาพหนึ่งที่ทำให้ผมตื่นตันคือภาพสุดท้ายที่เจ้าภาพถ่ายร่วมกับบรรดาพ่ออุ๊ย  โฆษกประกาศเชิญกลุ่มผู้สูงอายุ  ซึ่งก็ตามธรรมดาทีจะต้องมีคนที่ยึกยักเพราะกลัวกล้องอยู่บ้าง โฆษกพูดว่า "รีบออกมาถ่ายด้วยกันนะครับ นึกถึงตอนเป็นบ่าว (เป็นหนุ่ม) เคยไปแอ่วสาวด้วยกัน เคยเล่น เคยกินเหล้าด้วยกัน"

          ใช่แล้วครับ  คำว่า "เพื่อน" มันขึ้นมาเลยครับ ไม่รู้จะอธิบายยังไง  แต่ภาพที่เห็นคือกลุ่มเพื่อนของพ่ออุ๊ยที่ยังมีชีวิตอยู่  มาร่วมกัน "เผาเพื่อน" เป็นภาพที่ไม่มีทุ่งนาสีเขียว ไม่มีท้องฟ้าสีใส  แต่เป็นภาพที่เปี่ยมล้นในด้านความหมายซึ่งผมคงไม่ต้องอธิบายไปมากกว่าการเอาภาพมาให้คุณได้ดู ไม่รู้ว่าทุกคนจะรู้สึกเหมือนผมรึเปล่า ที่ไม่เห็นความเศร้าในภาพนี้  แต่กลับเจอความอบอุ่นที่แผ่ออกมา  ไม่ว่าตอนไหน  คำว่าเพื่อน ยังคงสวยงามและมีความหมายเสมอ 

           แต่ที่งานเข้าจริง ๆ เห็นจะเป็นแขกผู้มีเกียรตินี่แหละครับที่มามอบผ้าบังสุกุล  ซึ่งก็เป็นผู้มีตำแหน่งทั้งหลายจนครบเลยครับ โฆษกแซวว่า "เป็นตากล้องไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ นะครับ เหงื่อออกอย่างกับไปเก็บข้าวโพดแหนะ"เอางั้นเลยเหรอครับโฆษก
 

 

              เมื่อวางผ้าบังสุกุลเสร็จ พระก็จะมารับไปครับ ถ้าผมจำไม่ผิดสมัยก่อนผ้าที่พระใช้นุ่งห่มจะเป็นผ้าห่อศพที่พระไปเอามาต้มและย้อมกับเปลือกไม้ ปัจจุบันผ้าเหลืองที่พระนุ่งห่มก็เป็นผ้าสำเร็จรูปหมดแล้ว ผ้าบังสุกุลจึงเป็นเพียงการสืบทอดธรรมเนียมเท่านั้นเอง (อย่าเอาไปใช้อ้างอิงที่ไหนนะครับ ตามความเข้าใจของผมเอง 55)

 

             วันนั้นค่อนข้างจะทำเวลาพอสมควรนะครับ เพราะไม่รู้ว่าพระพิรุณจะให้เวลาพวกเราแค่ไหน  เมื่อพิธีเสร็จหมู่ญาติผู้ตายก็ทำพิธีขอขมาศพ เพราะว่าจะทำการยกศพขึ้นสู่เชิงตะกอน  ที่นี่ยังไม่ใช้เตาเผาครับ

 

             ของดรูปขั้นตอนก่อนการเผาละกันนะครับ  รู้สึกบล็อกนี้จะยาวเป็นพิเศษ เพราะรูปเยอะ(แหะ ๆ)  หลังจากขอขมาแล้วญาติและผู้มีกำลังทั้งหลายก็จะช่วยกันยกโลงศพขึ้นสู่เชิงตะกอน จากนั้นก็จะเปิดฝาโลงแล้วใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ  ช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าเศร้าจริง ๆ นะครับ เพราะญาติจะเห็นหน้าผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย หลานของพ่ออุ๊ยอ้ายมีกล้องดิจิทัลตัวเล็ก ๆ ก็ไปถ่ายหน้าพ่ออุ๊ยไว้  ผมไม่ได้ตามขึ้นไปถ่ายครับ ใจไม่แข็งพอ  จากนั้นก็จะยกปราสาทที่ถอดเก้าอีกพลาสติกออกแล้วไปวางทับโลงศพอีกที

 ผู้มาส่งศพก็วางดอกไม้จันท์เป็นการไว้อาลัยรวมทั้งอวยพรให้ไปสู่สุขคติ

              ทีมงานวางเพลิงเริ่มต่อสายไฟไปยังปราสาท  เมื่อทุกคนออกห่างจากบริเวณเชิงตะกอนเสียงระเบิดก็ดังขึ้นพร้อมกับเปลวไปที่ลุกโชนเพราะน้ำมันที่ราดลงไปก่อนแล้ว

 

 

            กลุ่มควันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าคล้ายจะนำพาพ่ออุ๊ยอ้ายไปอยู่ยังสรวงสวรรค์  ไม่มีใครรู้จริง ๆ หรอกว่าตายแล้วไปไหน  และตายแล้วไปไหนก็ยังเป็นคำถามที่ยังถามอยู่เสมอ  ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ  แต่สิ่งที่ผมรู้  ถ้าคุณทำความดีไว้  เมื่อตายไป คุณก็จะไปอยู่ในใจของลูกหลานและคนเบื้องหลัง  ... ตลอดไป

 

 

ทำดีกันเข้าไว้เถอะครับ

 

 

 

 

 

 

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า ความฮาของธณากรณ์จะกลับมาอีกครั้ง
ในครูบ้านดอย 14 (ตอน ธณากรณ์โชว์)
ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

 

edit @ 22 Sep 2009 00:29:22 by Manow

edit @ 22 Sep 2009 00:38:52 by Manow

edit @ 22 Sep 2009 11:19:43 by Manow

edit @ 22 Sep 2009 12:11:46 by Manow

 

หมอกเช้า ๆ ที่โรงเรียนบ้านดอยค่อย ๆ จางหายไปกับแสงแดด
เสียงระฆังดังขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณให้เหล่านักเรียนน้อยใหญ่วิ่งไปรวมตัวกันที่หน้าเสาธง

                  ครูเวช คุณครูอนุบาลที่สอนรวมกันทั้ง อนุบาล 1 และ 2 ยืนคุยกับครูปาริชาติครูประจำชั้นป.3 และครูวิรัตน์ ครูประจำชั้นป.6 ซึ่งเป็นครูเวรวันนี้

                  หลังเพลงชาติจบ  ผมเดินเข้าไปร่วมวงสนทนา   แทนที่ครูวิรัตน์ที่เดินไปอบรมนักเรียนหน้าเสาธง  ครูเวชเล่เหตุการณ์ให้ฟังว่าช่วงเย็นเมื่อวาน ครูเวชลืมถุงใส่เงินฝากออมทรัพย์ของนักเรียนไว้ที่ห้องอนุบาล  แต่ว่าขับรถออกไปแล้ว เลยให้แฟนครูเวชกลับมาเปิดห้องเพื่อจะเก็บถุงเงินกลับบ้าน  แต่แล้ว  แฟนครูเวชกลับพบนักเรียนกลุ่มหนึ่ง วิ่งหนีออกจากห้องอนุบาล เหลือเพียงนักเรียนป.6อ้วน ๆ ที่หนีไม่ทัน  แฟนครูเวชจำได้ว่ามีเด็กผู้ชายอ้วน ๆ ตัวใหญ่ ๆ ป.6 กับเด็กผอม ๆ  ซึ่งอ้วน ๆ น่ะมีคนเดียวครับ แต่ผอม ๆ น่ะ เกือบทั้งชั้นเลยมั้ง

                  เงินไม่หาย  แต่ครูเวชข้องใจ ว่าเด็กเข้าไปทำไม  เพราะตอนที่แฟนครูเวชถามว่าเข้ามาทำไมน่ะ นักเรียนเหล่านั้นอ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ (ในห้องอนุบาลมีห้องน้ำในตัว) 

                 เป็นไปไม่ได้!! เป็นไปไม่ได้จริง ๆ ที่เด็กนักเรียนผู้ชายจะพยายามลงทุนปีนขึ้นช่องลมเพื่อไปเข้าห้องน้ำ  ทั้ง ๆ ที่ห้องน้ำด้านนอกก็มี และจากการเตะบอลกับพวกนี้ตอนเย็นเกือบทุกเย็น นักเรียนชาย เกือบ 100% จะนิยมยืนยิงกระต่ายริมรั้ว มากกว่าจะวิ่งไปเข้าห้องน้ำ

                  ดังนั้น....มันตอแหล!!!

                  งานนี้มีนักเรียนชั้นป.5 (คนอื่นเรียกนักเรียนแต่ครูนาวเรียกลูกน้อง) มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 4 คน  ทั้งหมดถูกทำโทษโดยการเฆี่ยนหน้าเสาธง หลังจากที่นักเรียนคนอื่น ๆ เข้าห้องเรียนแล้ว พวกนี้ตามเข้ามา บางคนมีน้ำตาซึม  ดูแววตาแล้ว  ผมคิดว่าเค้าคงโดนหางเลขไปด้วย เคยเป็นมั้ยล่ะครับ  ผมเคยเป็นนะ ตอนเด็ก ๆ ถ้าเรื่องไหนที่ผมผิด ผมจะยืดอกรับผิดครั้งนั้นได้  แต่ถ้าผมคิดว่าผมไม่ผิด ผมจะไม่ยอมรับ  แต่สุดท้ายไม้เรียวทำให้เรายอมรับจนได้  และความคับแค้นจะเกิดขึ้นในรูปแบบของน้ำตา  มันอธิบายยากนะครับ  แต่ผมว่าถ้าคุณจะลงโทษเด็ก หรือด่าใครที่ไม่มีทางสู้ คุณคิดถึงหัวอกเค้าบ้างเถอะนะครับ

                  ครั้งนี้จะว่าครูวิรัตน์ลงโทษไม่ถูกก็ไม่ใช่  ทั้งหมด (ป.6 2 คน ป.5 4 คน) สารภาพว่าจะเข้าไปดูโทรทัศน์ในห้องอนุบาล ซึ่งก็สมเหตุสมผลกับความซน คือโดนไม้เรียว 3 ที

                  แต่.....มันยังตอแหล!!!

                  ทั้ง ๆ ที่โทรทัศน์มีอยู่แทบทุกห้อง เพราะช่วงที่โรงเรียนขาดครูสอน จำเป็นต้องใช้ครูตู้ (เรียนผ่านดาวเทียม) จากสัญญาณดาวเทียมโรงเรียนไกลกังวล  เวลานั้นแต่ละห้องยังไม่ล็อก ซึ่งมันจะง่ายกว่ามั้ย หากจะดูโทรทัศน์ในห้องเรีนของตน มากกว่าปีนเข้าไปห้องอนุบาล  แล้ว...มันมีรายการอะไรดึงดูดใจขนาดนั้น หรือถ้ามันดึงดูดจริง  ทำไมไม่ดูอยู่ที่บ้าน  ออกมาเล่นที่โณงเรียนตอนเย็นทำไม ???

                   "ครูว่ามันไม่สมเหตุสมผลนะ" ผมกล่าวหลังจากที่เปิดห้องสอบสวนทั้ง 4 คนอีกรอบ "ทั้งเรื่องเธอไปเข้าห้องน้ำหรือไปดูทีวี" ทั้ง 4 มีสีหน้าสลด ก้มหน้าก้มตา "เธอไปทำอะไรกันแน่" ทั้ง 4 ยังคงไม่ตอบ

                     "เค้ากลัวป.6 กันครับ" ใครสักคนในห้งที่ไม่ใช่ 1 ใน 4 คนนี้ เป็นคนตอบแทน ทั้งห้องเงียบ สายตาจับสลับไปมาระหว่าง 4 คนนี้

                      "ป.6 ไม่ให้บอกครับ" หนึ่งในนั้นปริปากพูด  "เค้าขู่จะตีครับ ถ้าบอกครู"  น่านไง.... นึกแล้วว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น  "เธอคิดว่าครูกับป.6 ใครจะทำให้เธอเดือดร้อนมากกว่ากัน" ผมยิงคำถามเชือดเฉือน ซึ่งนี่ไม่ใช่คำขู่แน่ ๆ สำหรับนักเรียน เพราะถ้าครูเอาจริง ทั้ง 4 คงเดือร้อนกว่าเป็นแน่

                      นึกแล้วก็สงสารเหมือนกัน ตอนนี้เหมือนโดนข่มขู่ทั้ง 2 ด้าน คือเรียกว่ายังไงก็โดนแน่ ๆ ทั้ง 4 เริ่มชั่งใจ  ถ้าคุณเป็นนักโทษที่โดนจับได้ คุณจะยอมให้ตำรวจกันตัวเองเป็นพยานหรือจะยืนยันที่จะเป็นจำเลยล่ะครับ  งานนี้ จึงมีคนสารภาพว่าจริง ๆ แล้ว ทั้งหมดจะเข้าไปขโมยดินน้ำมัน.....โถ  พ่อคุณ......

                      แล้ว 4 คนเนี่ย  เป็นแค่ต้นทางเท่านั้นครับ ไม่ได้เข้าไป ที่เข้าไปก็ ป.6 สองคนนั่นแหละ  ก็ดีครับ พูดกันง่าย ๆ แบบนี้ ก็ลูบหลังซะหน่อย  ว่าถ้ามีปัญหาอะไร ให้บอกครู ไม่อย่างนั้น ก็จะโดนแกล้งอย่างนี้ตลอดไป ถูกมั้ยครับผู้อ่าน

                     ตอนบ่ายแวะไปไขข้อข้องใจให้ครูเวช  เจตนาของผม เพื่อจะให้ครูได้เข้าใจว่า นกัเรียนไมได้เข้าไปเพื่อหวังขโมยเงินหรอก  แต่กลายเป็นว่า พวกนี้โดนเรียกตัวไปสอบสวนอีกรอบ   (กลายเป็นครูนาวขี้ฟ้องไปทันที)  เรื่องที่เหมือนจะจบกลับไม่จบ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้

                     ทั้งหมดกลับมาที่ห้อง ผมก็ถามว่าครูเค้าเรียกไปทำไรอีก

"ครูเค้าเรียกไปถามนั่นแหละครับ"
"แล้วสารภาพรึยัง" ผมถามด้วยความคาดหวัง
แต่คำตอบกลับทำให้ผิดหวัง "ไม่ครับ" .....

"นี่เธอกลัวป.6 จนลืมศักดิ์ศรีลูกผู้ชายไปแล้วเหรอ!!!"
"คนเราทำผิด แล้วยอมรับ คนเค้าก็ให้อภัย  เธอต้องรอเป็นลูกน้องให้ลูกพี่เธอยอมรับยังงั้นเหรอ!!!"
"กับครูเธอก็บอกครูแล้ว แล้วครูทำอะไรเธอมั้ย ครูลงโทษเธออีกมั้ย...แล้วเธอกลัวอะไร  พวกนั้นให้ทำอะไรก็ทำเหรอ"
"นี่ไม่ใช่การกระทำของลูกผู้ชาย....!!!"
"ครูผิดหวังในตัวพวกเธอจริง ๆ"

                    เดือดครับ   ยอมรับว่าเดือด  แต่น้ำเสียงที่ออกไป  เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง  เข้าใจก็เข้าใจ  ว่าเด็กวัยนี้ ย่อมรู้สึกว่ารุ่นพี่พวกพ้องเป็นเรื่องสำคัญกว่าความรู้สึกถึงความรับผิดชอบแบบลูกผู้ชาย 

                    ...........

                   เช้าวันรุ่งขึ้น  ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ  ผมยังคงสอนและพูดคุยกับนักเรียนเหล่านั้นปกติ  ซึ่งก็อย่างที่บอกว่าเข้าใจและทำใจแล้ว ว่าอย่างน้อย  นักเรียนทั้ง 4 ก็กล้ายอมรับกับผมแล้ว 

                   พักเที่ยง ระหว่างที่ผมกำลังสำรวจกรงเก็บอุปกรณ์กีฬา ว่าจะเอาไปซ่อมอย่างไรได้บ้าง  นักเรียนชายชั้นป.5  (คนอื่นเรียกนักเรียนแต่ผมเรียกลูกน้อง) ซึ่งก็รวมทั้ง 4 คนนั้นด้วย วิ่งมาช่วยเสนอว่าให้เอาไปอ็อกเชื่อมลูกกรงที่ร้านซ่อมรถหน้าโรงเรียน ระหว่างที่กำลังจะช่วยกันแบกไปนั้น หนึ่งใน 4 คนบอกผมว่า

                   "ครูครับ...พวกผมไปสารภาพกับครูเวชแล้วครับ"

                   ผมยืนนิ่งเกาะกรงเก็บอุปกรณ์กีฬา หันไปสบตานักเรียนคนนั้นได้เพียงแว้บเดียว เพราะไม่กล้าจะให้นักเรียนเห็นแววตาแห่งความตื้นตันคู่นี้  เหมือนมีอะไรมาจุกที่อกทำให้พูดอะไรไม่ออก  คำพูดที่ตอบนักเรียนไปจึงเป็นคำพพูดที่แสนเย็นชาว่า "อืม  ดีแล้ว" แต่ในใจตะโกนเสียงดังว่า "ครูภูมิใจในตัวนักเรียนมาก"

                  คุณเชื่อมั้ยครับ  ระหว่างที่ผมกำลังพิมพ์เล่าเรื่องนี้ ยังรู้สึกว่าน้ำตาจะไหลเลยครับ  ผมสอนให้พวกเขารู้จักความรับผิดชอบ และรู้จักคำว่าลูกผู้ชาย  ขณะเดียวกัน พวกเขาสอนให้ผมได้สัมผัสถึงความสุข ที่ได้เห็นลูกศิษย์ของตนเป็นคนดี  เป็นความรู้สึกภูมิใจของครูบรรจุใหม่คนหนึ่ง ที่มันมากกว่าการสอนให้นักเรียนเข้าใจโจทย์เลขยาก ๆ ได้ หรือสอนให้นักเรียนอ่านภาษาอังกฤษออก หลายเท่านัก

                  ต่อจากนี้ ผมคงจะรอดูพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในวันข้างหน้า  ในความความตื้นตันยังคงมีความสงสัยสภาพสังคมปัจจุบัน จะทำให้ลูกน้องของผมเหล่านี้ คงความดีได้นานเท่าไหร่  แต่เสียงหนึ่งของพ่อยังคงกระซิบให้อุ่นใจ "เพชรย่อมเป็นพชรแม้อยู่ในโคลนตม"

 

 

ขอบคุณสำหรับการจุดประกายความหวังของครูอีกครั้ง "ลูกผู้ชายบ้านดอย"

 

 

ถ้าคุณยังจำ ครูบ้านดอย 4 (ตอน บ้านพักฟรีมักมีของแถม) ได้
หรือถ้าคุณจำไม่ได้ แล้วกลับไปอ่าน หรือถ้าคุณยังไม่อ่านแล้วย้อนไปอ่าน หรือ ..(พอเหอะ!!)

นั่นแหละ ๆ ในตอนนั้น ผมเข้าใจว่าผมอยู่บ้านนั้นเพียงลำพัง......

 

            บ้านไม้หลังใหญ่ ยังคงทำหน้าที่เป็นที่พักอาศัยให้กับครูบ้านดอยอย่างสงบและน่าเกรงขามในยามค่ำคืน  ช่วงนี้เป็นหน้าฝน กลางพรรษา  แม้ฝนจะไม่ตกทุกคืน แต่เมื่อใดที่หยาดฝนลงกระทบกับหลังคาและผิวดิน  เมื่อนั้นเหมือนเป็นการเรียกให้เหล่าแมลงออกมารวมตัวกันท้าทายกับแสงไฟของหลอดนีออนยามฝนตก  และนี่เอง  ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับทั้งคู่  สาธิตและบุญหล่น

            สาธิตเป็นหนุ่มใหญ่แข็งแรงกำยำ  มีความทะเยอะทะยาน ใฝ่สูง ชอบที่จะให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งสูง ๆ  แต่สาธิตไม่ค่อยจะมีเรื่องกับใคร  เมื่อใดที่เค้าเห็นผม เค้าจะรีบหลบไปให้ไวที่สุด  โดยหามุมมืดเป็นที่กำบัง  ผิดกับบุญหล่น ที่มักจะทำตัวติดดิน  อาจเป็นเพราะสุขภาพของบุญหล่นไม่ค่อยแข็งแรง  ลำดัวซูบผอม ผิวหนังเหี่ยวย่นไปบ้าง  แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือ  บุญหล่นเป็นตัวอย่างของผู้ที่ไม่เคยท้อกับการใช้ชีวิต

            สาธิตมักจะเปลี่ยนทำเลหากินบ่อย ๆ ผมเจอเขาตครั้งแรกในห้องน้ำ  ครั้งนั้นกว่าจะเจรจาให้เค้าออกจากห้องน้ำไปก่อนที่ผมจะทำธุระและอาบน้ำก็เล่นเอาเหงื่อตก ไม่ใช่เพราะความดื้อด้าน  แต่ด้วยความไม่สู้คนของสาธิตทำให้เค้าลนลานจนหาทางออกไม่ได้  หลังจากนั้นก็เจอสาธิตในห้องเก็บของ  ไม่รู้ว่าไปค้นหาอะไรในนั้น  แต่ก็จำได้ว่าไม่มีของอะไรหายไปจากห้องนั้นเหมือนกัน

            บุญหล่นนั้นเปลี่ยนที่ไปบ้างตามโอกาส  แต่ผมว่าที่เค้ามักอยู่กับที่นั้น คงเป็นเพราะไม่สามารถฝืนสังขารตัวเองไปให้ไกลกว่าขอบโอ่งมังกรได้  ครั้งแรกที่เห็น  บุญหล่นตากฝนอยู่ใต้รางน้ำ  ตัวซีดและแขนขาไม่มีแรง แม้จะเกาะพยุงตัว  เมื่อผมเดินกลับมาอีกครั้งบุญหล่นก็แผ่หลาอยู่ข้างโอ่งมังกรอย่างน่าเวทนา  ผมได้แต่มองและไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร และคิดว่า เขาคงจะตามลูกชายเจ้าของบ้านไปไม่ช้า  แต่หลังจากนั้น ผมก็ยังคงเห็นบุญหล่นนอนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะกินข้าว

            ผมเคยคิดว่าสาธิตชอบกินแมลง  แต่ครั้งหนึ่งสาธิตก็แอบกินเนื้อบนเพดาน  ผมได้ยินเสียงจี๊ด ๆ ๆ บนเพดานโดยบังเอิญ  เป็นเสียงร้องของหนูตัวเล็ก ๆ ที่กำลังจะขาดใจตาย  ในใจตอนนั้นกลัวว่าจะเป็นงูขึ้นไปกินหนูครับ เพราะเสียงการต่อสู้รุนแรงมาก  ผมจึงหนีห่างการต่อสู้อันน่ากลัวนั้น รีบเข้าไปในห้องนอน

            แต่แล้วก็ต้องเอาขยะมาทิ้งครับ  แล้วถังขยะก็อยู่ใต้เพดานนั้น  ผมค่อย ๆ ย่องไปที่ถังขยะ เสียงการต่อสู้เงียบแล้ว  แต่เสียงหัวใจของผมยังเต้นดังด้วยความระทึก  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ  โล่งอก  แต่จังหวะที่เงยหน้ามองไปที่มุมบนของเสาเหนือถังขยะ  ผมก็พบสิ่งมีชีวิตตัวโตเท่าท่อนแขนของผม ตาแดงก่ำและท้องบวมเป่ง  ใช่มันแน่ ๆ มันนี่แหละที่เขมือบหนูผู้เคราะห์รายไป  ก่อนจะกินมันคงจับฟาดกับพื้นเพดานให้หนูสลบแล้วค่อย ๆ กลืนลงไปล่ะสิ  โธ่..ไอ้ซาดิสม์ !!!  ไอ้ ๆ ๆ ๆ "ไอ้สาธิต"

นี่แหละครับ  ที่มาของชื่อสาธิต ที่ผมตั้งให้  ความรู้สึกเหมือนมันจะหันมามองอย่างขอบคุณด้วยสายตาแดงก่ำและตัวลาย ๆ ของมัน...อูยยยย  ขนลุก

             ผมเชื่อว่าคุณก็คงเดาไม่ยากแล้วใช่มั้ยครับ  ว่าเจ้าบุญหล่นมันจะเป็นตัวอะไร  เสียงตุ่บของพื้นบ้านในตอนกลางคืน  เสียงที่ดังกว่าจิ้งจกหล่น  มันคือเสียงของเจ้าบุญหล่น ที่ร่วงมาจากเพดาน เพราะขาดสารอาหารมาช่วยให้มีพละกำลังในการยึดเกาะ  บุญหล่นผู้น่าสงสาร หลังจากที่พลาดท่าจากการพยายามเอื้อมคอไปกินแมลง  มันก็ตกไปข้าง ๆ โอ่ง (ดีนะไม่ตกลงไปจมน้ำในโอ่ง)  ด้วยความมานะ มันพยายามไต่ขึ้นไปอยู่ที่สูงตามความเคยชิน  แล้วก็หล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน จนป่านนี้ ลำตัวลาย ๆ ของมัน ยังคงซีดเผือด สีสันอย่างเดียวบนตัวที่ยังสดอยู่ก็คือ ดวงตาสีแดงคู่นั้น ...

            แรก ๆ ผมเรียกมันว่าไอ้แห้ง  เพราะขนาดตัวของมันช่างตรงข้ามกับสาธิตเหลือเกิน  วัน ๆ ก็เกาะผนังไม่อยู่ หล่นตุบ ๆ อยู่ตลอด  วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังนั่งทำงานอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์  บุญหล่นก็ลงมาทักทายเสียงดังตุบ  กระโดดหนีแทบไม่ทัน  ไอ้บ้า...ไฟทั้งบ้านมีสามดวง  จะไปอยู่ดวงที่ไกล ๆ หน่อยก็ไม่ได้ 

            คืนนั้นกว่าจะนอนได้ก็แทบแย่ ตกใจก็อย่างหนึ่งละ  กลัวมันคลานมาหาอีก  แล้วคือมันคงมึนอ่ะครับ  ไปไหนก็ไม่ไป เกาะอยู่ตรงหลังจอมอนิเตอร์  ต้องเอาไม้แขวนเสื้อมาเขี่ยให้พ้นสายตา  คือพ้นสายตามันก็ยังอยู่แถวนั้นแหละครับ ลำพังตัวมันยังจะเอาไม่รอด คงไปไหนไกล ๆ ไม่ได้  แล้วเย็นนั้นก็ดูละครเรื่องหนึ่ง  มีตุ๊กแกหล่นใส่พระเอก  เพื่อนพระเอกก็ทักว่าจะมีเคราะห์ใหญ่  เห้ย  แล้วไปเลียนแบบละครเค้าทำมายยยยยยยยยยยยยย....

             นั่นแหละครับ  จากคืนนั้นก็เลยเปลี่ยนชื่อแก้เคล็ด จากไอ้แห้ง ตอนแรกกะจะให้ชื่อ "น้องส้มหล่น" แต่ไม่เข้ากะหน้าเหี่ยว ๆ ของมันครับ  เลยให้ชื่อ "บุญหล่น" แทน

             ทุกวันนี้ก็ยังหลอน ๆ ครับ ไม่รู้มันจะมาทำให้ตกใจอีกเมื่อไหร่  บ้านที่คิดว่าอยู่คนเดียวมาตลอดก็มีคน เอ่อ สัตว์ไม่ได้รับเชิญมาอยู่เป็นเพื่อน  ของแถมเยอะจริง ๆ นะครับ  ค้างคาวก็มี  หนูก็ด้วย  แต่ดีเหมือนกัน  ไอ้สาธิตมาจัดการหนูให้ กางเกงในเลยยังอยู่ครบ (หนูมันกัดกางเกงใน สงสัยชอบกลิ่น...)

 

              สุดท้ายนี้  อยากจะบอกว่าผมไม่รู้ว่าสาธิตหรือบุญหล่นเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย  ผมเลยรีบตั้งชื่อให้มันเป็นตัวผู้ไว้ก่อน  มันจะได้ไม่มีลูกครับ สองตัวก็เกินพอแล้วนะพี่น้องนะ ......

 

 

 

 

 

ตอนหน้า  อนุบาล/ข่มขู่/คุณครู/ดินน้ำมัน  

แล้วมันอะไรกัน  ติดตามได้ใน  ครูบ้านดอย 12 (ตอน ลูกผู้ชายบ้านดอย)

 

          

edit @ 7 Sep 2009 17:29:13 by Manow

edit @ 8 Sep 2009 11:44:11 by Manow

edit @ 8 Sep 2009 11:49:46 by Manow

ในยุคที่บ้านเมืองกำลังมีปัญหา
ยุคที่กีฬาสีแข่งกันทั้งปี
ยุคที่แยกไม่ออกว่าคนไหนคนเลวคนไหนคนดี
ในยุคที่ แม้แต่รองเท้าดี ๆ ถูกขโมย

             กราบสวัสดีทุกคนที่ติดตามอ่านมาถึงตอนที่ 10 และบางคนที่แอบรวบรัดอ่านข้ามตอนแรก (พวกนี้อ่านข้ามเราไม่รู้หรอก  แต่มาถามในเอ็มว่าทำไมเป็นแบบนี้ ๆ แหม...ก็เค้าเล่าไว้หมดแล้วง่ะ อีบ้า)

เอาใหม่ ๆ วงเล็บเมื่อกี้ยาวไป

            กราบสวัสดีทุกคนอีกครั้งครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเรียกร้องให้มีการอัพตอน 10 เพิ่มเร็ว ๆ จนผมเริ่มกลัวแล้วว่าถ้าอัพตอนสิบแล้วไม่ฮาหรือหักมุมไปจะโดนรุมกระทืบออนไลน์มั้ย  แต่ที่แน่ ๆ ยืนยันครับว่าเป็นเรื่องจริง

..........

           เหล่านักเรียน ป . 5 ทั้ง 21 ชีวิต นำโดยธณากรณ์ ผู้ซึ่งเป็นพระเอกไปแล้วสองตอนเต็ม ๆ อุตส่าห์คิดว่าจะงดอัพเรื่องของธณากรณ์สักระยะ  แต่มันไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะเรื่องนี้เขาเข้ามามีส่วนเต็ม ๆ อีกแล้ว 

           ทั้ง 21 คนกระจายกำลังออกค้นหาแบบปูพรม  ทั้งพุ่มไม้ แปลงดอกไม้ ห้องเรียน หน้าห้อง แม้กระทั่งในห้องน้ำ ดูผิวเผินเหมือนแสดงน้ำใจ  ที่จริงมันกลัวไม่ได้กลับบ้านกันครับ  ผ่านไปหลายนาทียังหาไม่ได้ครับ ทางครูเวรวันนั้นเริ่มรอไม่ได้ ร้องเพลงชาติก่อนเลย นัยว่า "ชั้นไม่รอ ป.5 แล้วนะยะ ครูนาว"

           รีบก็รีบ รักชาติก็รัก นักเรียนทั้ง 21 ยืนตรงทั้งในพุ่มไม้ ห้องน้ำ  หน้าอาคาร ที่จอดรองเท้า แต่สายตายังคงสอดส่าย  เมื่อเพลงชาติหยุด ใครบางคนนึกขึ้นได้ว่าที่โรงอาหารยังไม่ได้เข้าไปดู  รีบวิ่งเข้าไปในโรงอาหาร

           "เจอแล้ว!!!" เสียงตะโกนออกมาด้วยความดีใจ  ผมตะโกนบอกให้หยุดก่อน อย่าเพิ่งแตะรองเท้า  นักเรียนคนนั้นหยุดชะงัก...

           "ครูอยากรู้ว่ามันเอาไปซ่อนไว้ยังไง"  ผมรีบสืบเท้าไปยังที่ตั้งของรองเท้าแตะสีดำ (ใช่ครับ มันใส่รองเท้าแตะมาเรียนเป็นบางวันที่ฝนตก) เจ้าโจรกระจอก  นี่นายแค่หยิบรองเท้ามาวางไว้ใต้โต๊ะกินข้าวหรือนี่  ช่างน่าขำ ทำไมไม่ซ่อนที่มันลึกลับกว่านี้

           พลัน...มีเสียงพูดของนักเรียนชายคนหนึ่งว่า "ตรงนี้มันที่นั่งนายอุ๊นี่ครับ" 

           อา....ความจริงกระจ่างแล้ว !!!

           เฮ้ยยยย!!!

           ธณากรณ์ลืมรองเท้าไว้ที่ใต้โต๊ะกินข้าวตั้งแต่ตอนเที่ยง คือถอดรองเท้าขณะกิน กินเสร็จด้วยความเคยชินก็ลุกไปเก็บจานโดยไม่สวมรองเท้า  แล้วรีบวิ่งไปจองคิวรอซื้อไอติม แล้วก็ไปเล่น แล้วก็เข้าห้อง  แล้วก็นั่งเรียน แล้วก็เข้าไปดื่มน้ำปัสสาวะ โดยไม่ใส่รองเท้า  แล้วก็เลิกเรียน .....ทีนี้ก็จำเป็นต้องใส่รองเท้าแล้ว  เลยรู้ตัวว่า รองเท้าหาย...

           โจรขโมยรองเท้านี่ช่างเป็นคนใกล้ตัวจนเกินที่ใครจะคาดเดา  แล้วดูพฤติกรรมก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือนักเรียนจะไม่ชอบสวมรองเท้าก่อนออกจากห้อง  เวลาไปไหนชอบเขย่งเท้าเปล่าไป  ซึ่งผมก็เตือนหลายครั้งแล้วด้วย   มันอย่างนี้นี่เอง ขโมยที่ตามหาก็คือ ความสะเพร่าและมักง่ายของเจ้าของ ที่ไม่ชอบสวมรองเท้า

........

            เย็นวันสุดท้ายของสัปดาห์เรียน  ขณะที่ครูบ้านดอยรูปหล่อ กำลังจะเดินไปเปิดคอมเล่นเน็ตที่ห้องธุรการ  นักเรียนทั้ง 21 ชีวิตของ ป.5 วิ่งหน้าตั้งมากันอีกแล้ว

           "รองเท้านายเย (พี่ชื่อโย)  หายอีกแล้วครับ!!!"

           วิ่งวนกันไปมา คราวนี้นักเรียนไม่ลืมที่จะเข้าไปดูในโรงอาหาร แต่ก็ไม่พบครับ  สายตาคู่หนึ่งเหลือบไปที่หน้าห้องพยาบาล  "นั่นไง!!"

           รองเท้าสีน้ำตาลวางคู่กันอย่างเรียบร้อยหน้าห้องพยาบาล  ตอนพักกลางวัน นายเย(พี่ชื่อโย)ไปดูเพื่อนที่ห้องพยาบาลแต่ไม่ขึ้นตรงบันได แอบถอดรองเท้าไว้แล้วข้ามระเบียงเข้าไป  พอครูมาก็วิ่งลงบันไดเข้าห้องไป...

 

ความสะเพร่าไม่เคยปรานีใคร...ระวังรองเท้าของคุณไว้ให้ดีนะครับ

 

 

 

ตอนหน้า มารู้จักกับ "สาธิต" และ "น้องบุญหล่น" 
เค้าเป็นใคร  เค้าทำอะไร  และทำไมเค้าถึงน่ากลัว.... ครูบ้านดอย 11 (ตอน สาธิต - บุญหล่น)

 

 

แล้วคุณจะรู้...ว่าความน่ากลัวมันอยู่ไม่ไกลบ้าน

 

 

 

          

edit @ 14 Sep 2009 21:19:47 by Manow